วันพฤหัสบดีที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เมื่อ"ทหาร"เสนอเจรจาแกนนำป่วนใต้


"หมวกเหล็ก" เป็นนามปากกาของ "นายทหาร" ระดับรองผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจเลข 2 ตัวที่เคยปฏิบัติหน้าที่อยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เขาเขียนบทความชิ้นนี้จากประสบการณ์ตรงและสิ่งที่ได้รู้ได้เห็นมา กลั่นเป็นแนวทางดับไฟใต้ในความคิดของเขา ซึ่งแน่นอนว่าหากอยู่ในสายการบังคับบัญชา เขาไม่มีสิทธิ์เสนอความเห็นเช่นนี้...แต่นี่คือความรู้สึกจริงๆ ของทหารคนหนึ่งที่สมควรรับฟัง



“นี่เป็นบทความแรกที่ผมลองเขียนดูจากความรู้สึกนึกคิดที่พอจะเรียบเรียง ออกมาได้ หลายๆ คนอาจมีประสบการณ์ที่แตกต่างกันไป ทว่าตั้งแต่ผมจำความได้ สมัยเด็กๆ ไม่รู้เป็นอะไร ชอบดูรายการการกุศลร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่างๆ ทางโทรทัศน์


ต้องบอกกันก่อนว่าในสมัยที่ผมยังเด็กอยู่นั้น เป็นช่วงที่ประเทศไทยเผชิญกับภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ ดังนั้นปัญหาตามแนวชายแดนจึงมีอยู่หลายจุดหลายพื้นที่ ภาพข่าวทางทีวีเกี่ยวกับรายการการกุศลส่งน้ำใจจาก "แนวหลัง" ไป "แนวหน้า" จึงมีเยอะมาก


จากข่าวสารบ้านเมืองในสมัยนั้น ทำให้คนไทยได้เห็นภาพทหารแขนขาด ขาขาด หรือทุพพลภาพจนชินตา ผมรู้สึกสงสารพวกเขาเหล่านั้นมาก ดูรายการแนวนี้ทีไรน้ำตามันไหลออกมาทุกที ผมรักทหารมากโดยไม่รู้อนาคตเลยว่าในที่สุดตัวเองก็ต้องมารับใช้ชาติด้วยการ เป็น "ทหาร"


ประสบการณ์หนึ่งที่อยากนำมาบอกเล่ากันก็คือ ประสบการณ์การปฏิบัติงานในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมเคยได้ลงไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่นี้เหมือนกับทหารอีกหลายๆ คน อยากบอกความรู้สึกกับทุกคนว่าครั้งแรกที่ลงไปก็กลัวเหมือนกัน เพราะไม่เคยเยี่ยมกรายไปแถวนั้นเลย แถมสถานการณ์ยังเป็นช่วงที่มีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นทุกวัน ทั้งยิงทั้งระเบิด แต่มีคำพูดหนึ่งที่ฝังอยู่ในจิตใจผมและคิดว่าทหารทุกคนก็เป็นเหมือนกันคือ "เราเป็นทหาร เป็นข้าของแผ่นดิน เราต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน" นี่แหละคือแรงขับดันอันสำคัญที่ทำให้ทหารทุกนายพร้อมลงไปปฏิบัติหน้าที่ด้วยความภาคภูมิใจ และความรักในสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์


ในระยะแรกที่ไปปฏิบัติงานอยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สิ่งที่ผมระลึกอยู่ในใจเสมอและเน้นย้ำกับผู้ใต้บังคับบัญชาตลอดเวลาก็คือ ต้องไม่ทำอะไรที่ไปสร้างเงื่อนไขให้ปัญหาที่มีอยู่ลุกลามไปมากกว่าเดิม เช่น ห้ามไปมีสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับหญิงมุสลิม อย่าพยายามปิดกั้นความรู้สึกนึกคิดของคนทั้งสองศาสนา หรือไปรีบสรุปว่าสิ่งใดผิด สิ่งใดถูก เป็นต้น


สำหรับความปลอดภัยของตัวเองนั้น เราต้องท่องเอาไว้ในใจเสมอว่า เราจะต้องไม่ประมาทแม้วินาทีเดียว มิฉะนั้นเราอาจไม่มีชีวิตกลับบ้านอีกเลย


ปัญหาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ผมขอเปรียบเทียบเหมือนกับ "ลูกโป่ง" ใน ลูกโป่งลูกกลมๆ มีสังคมซึ่งมีผู้คนมากหน้าหลายตาอาศัยอยู่ ลูกโป่งจะแตกหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ที่อยู่ในลูกโป่งเอง พูดกันตรงๆ ก็คือถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐในลูกโป่งไม่คอยเอาเข็มทิ่มแทง ไม่จุดไฟเพิ่มแก๊สในลูกโป่ง อย่างไรเสียลูกโป่งก็ไม่ระเบิด


ฉะนั้นถ้าทุกคนช่วยกัน อย่ามาอ้างเลยว่าเป็นปัญหาทางเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม เราลองคิดดีๆ เวลาเราเป็นลูกบ้านของใคร ถ้าเขาดูแลเราดี ทำให้เราอยู่ดีกินดีมีสุข เราจะไปก่อกวนสร้างปัญหาให้เขาหรือไม่ ปัจจุบันที่ลูกโป่งมันแตกโพละออกมา ก็เพราะว่าสังคมและสภาวะแวดล้อมภายในมันไม่น่าอยู่ คนข้างในถูกผู้ปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเอาเปรียบ ดูแลด้านสวัสดิการไม่ดี แต่ผู้ปกครองเองกลับอ้วนพี อย่างนี้ย่อมหนีไม่พ้นที่ลูกโป่งต้องระเบิดจนได้


และวันนี้มันก็ถึงจุดนั้นแล้วจริงๆ สุดท้ายแม้เราจะอยากชื่นชมลูกโป่งใบนั้นอีกเพียงใดก็ตาม มันก็ไม่สามารถเป่าให้กลับมาเหมือนเดิมได้อีกอย่างแน่นอน


สิ่งที่เราต้องกระทำต่อไปก็คือ "สร้างลูกโป่งใบใหม่"ให้เป็นลูกโป่งที่น่าอยู่ เปรียบเสมือนกับเราสร้างสังคมสิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่ บุคลากรทุกภาคส่วนมีประสิทธิภาพ เมื่อสังคมมันน่าอยู่ ใครล่ะจะไม่มาอยู่


แต่การจะทำเช่นนั้นได้ต้องวางแผนระยะยาว ต้องรีเอ็นจิเนียริ่ง (ยกเครื่อง) ใหม่ทั้งหมด ต้องส่งเสริมให้ได้คนดีเข้ามาปกครองบ้านเมือง ดูแลพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เด็กๆ จะปล่อยให้ไร้การศึกษาไม่ได้อีกต่อไป เนื่องจากที่ผ่านมาเราไม่ค่อยใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการศึกษาที่สอดคล้องกับ วิถีของท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม


สำหรับในภาพรวมของรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคง ผมขอเสนอว่า ถ้าอยากให้ปัญหาจบเร็วต้องคุยกับหัวหน้ากลุ่มผู้ก่อการ ทุกวันนี้เรามัวแต่กลัว เพราะคิดว่าเรามีศักดิ์ศรีมากกว่า ฝ่ายนั้นเป็นพวกโจรกระจอก ผมว่าเราตีค่าเขาต่ำเกินไป ศักยภาพในปัจจุบันเขามีมาก และปฏิบัติการอย่างเป็นระบบ มีการวางแผน มีเป้าหมายชัด แต่ฝ่ายความมั่นคงบ้านเรามักคิดว่า หากเปิดการเจรจา เท่ากับเรากำลังจะแพ้ ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะทุกความขัดแย้งบนโลกนี้ จบลงที่โต๊ะเจรจาทั้งนั้น


ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน เราละลายงบประมาณของชาติไปมากแล้ว การทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลไปอุดรูรั่วในระยะสั้นอาจพอช่วยได้ แต่ในระยะยาวไม่มีทาง นอกจากจะเดินตามแผนแม่บท (Roadmap) ที่เราช่วยกันสร้างขึ้นให้เกิดผลอย่างเป็นระบบดังที่กล่าวข้างต้นเท่านั้น คือต้องสร้างคน สร้างงาน และสร้างสังคมใหม่


ที่สำคัญคือใช้ "ใจ" แก้ปัญหา ไม่ใช่อาวุธ!

วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ปฏิบัติการสังหารหมู่ชาวมลายูมุสลิม.....ลอบเผาบ้านชาวไทยพุทธ


คอลัมน์ - วิพากษ์ชายแดนใต้

โดย – นูรฮิกมะฮ บินตี วันอิสมาเอล

ปฏิบัติการสังหารหมู่ชาวมลายูมุสลิม.....ลอบเผาบ้านชาวไทยพุทธ
ล้างร้าย......สงครามเชื้อชาติ


เหตุการณ์สังหารหมู่ชาวมลายูมุสลิมบ้านกะทอง.... กราดยิงในมัสยิดไอร์ปาแย..... ลอบสังหารครอบครัวอิหม่ามคอลอกาปะ กะพ้อ และเหตุการณ์ลอบเผาบ้านชาวไทยพุทธธารโต..... เผาวัดพรมประสิทธิ์..... สังหารแล้วเผาชาวไทยพุทธบ้านฮูแตยือลอ ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าปฏิบัติการดังกล่าวมุ่งร้ายเฉพาะหมู่ประชาชนมุสลิมหรือไม่ก็หมู่ชาวไทยพุทธ

เป็นเหมือนมุ่งประสงค์ต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์และเจาะจงศาสนาโดยใช้วิธีอุจอาจเพื่อเขย่าขวัญให้คนทั้งสองกลุ่มศาสนาเกิดความหวาดกลัวจนนำไปสู่ความระแหวงต่อกัน ระแหวงจนชาวมุสลิมไม่กล้าผ่านในหมู่บ้านไทยพุทธ และไทยพุทธไม่กล้าไปมาหาสู่คนมุสลิม

ยิ่งเป็นการเพิ่มความระแหวงของชาวมุสลิมต่อเจ้าหน้าที่รัฐกรณีเหตุการณ์ไอร์ปาแยและการลอบสังหารครอบครัวอิหม่านคอลอกาปะ ดูเหมือนไม่สามารถจัดการกับคนร้ายได้ แต่การสังหารชาวไทยพุทธที่ฮูแตยือลอไม่ทันข้ามวันผู้ที่ถูกอ้างว่าเป็นแกนนำอาร์เคเคก็ถูกออกหมายจับ

เมื่อสถานการณ์เปราะบางเช่นนี้ รัฐยังไปจัดตั้งกลุ่มกองกำลังป้องกันหมู่บ้านเพื่อฝึกการใช้อาวุธพร้อมมอบอาวุธให้ครอบครองในหมู่บ้านชาวไทยพุทธเพื่อหวังที่จะให้กองกำลังประชาชนชาวไทยพุทธดูแลตนเอง

เช่นนี้ทำให้ชาวมลายูมุสลิมสับสนว่าแท้จริงแล้วพวกเขาสามารถพึ่งใครได้ในยามที่พวกเขาต้องการการดูแลความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน และต้องการร้องทุกข์ของตนเอง เพราะหลักการปกครองของผู้ปกครองรัฐชาติ คือ 1.ต้องให้ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 2.ต้องให้ความยุติธรรม และ 3. จะต้องให้ความหวังและโอกาส

ยิ่งการเยียวยาและการดูแลจากฝ่ายรัฐที่ดูเหมือนจะไม่สมดุล ดังกรณีเหตุการณ์ฮูแตยือลอ เป็นการบังเอิญผู้เสียชีวิตเป็นญาติของเจ้าหน้าที่ศาลในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จนเจ้าหน้าที่ระดับสูงส่วนกลางต้องให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน แต่ญาติของอิหม่ามคอลอกาปะ ชนิดที่ต้องเป็น ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน กันอีกนาน

ดังนั้นอย่าให้ความต่างต้องให้การปกป้องที่ต่างกัน อย่าให้ความไม่เหมือนต้องให้การเยียวยาและดูแลคนละมาตรฐาน การให้ความคุ้มครอง การให้ความเป็นธรรม และการให้ความหวังและโอกาส ต่อประชาชน สองกลุ่มศาสนานี้ให้เท่าเทียมกันจะขจัดเงื่อนไขทางความรู้สึก แต่ในทางที่กลับกันหากการแก้ปัญหาด้วยความไม่จริงใจหรือไม่ยอมรับความเป็นประชาชนชาติพันธุ์มลายูก็จะเป็นการสร้างเงื่อนของความขัดแย้งโดยภาครัฐเอง

เป็นเงื่อนไขความขัดแย้งที่พร้อมจะผลัดประชาชนผู้ถูกผลกระทบจากเงื่อนไขดังกล่าวและประชาชนที่ไม่เห็นด้วยต่อการปกครองโดย แยกชาติพันธุ์แล้วปกครอง เป็นแนวร่วมมุมกลับกับขบวนการที่มองไม่เห็นที่ครั้งหนึ่งหน่วยข่าวของรัฐรายงานว่ามีกองกำลังรบ RKK อยู่ 3,000 คน และ แนวร่วมสนับสนุน 300,000 คน หรือว่ามันยังจะเพิ่มอีก

แต่หากว่าอนาคตเป็นเรื่องอย่างว่าแล้ว ทำไม่ผู้ทรงมีอำนาจไม่ใช้ใจแก้ปัญหาเสียตั้งแต่แรก

แปลก!

วันจันทร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2553

ข้อเท็จจริงเหตุการณ์สังหารสามีภรรยาโต๊ะอีหม่ามมัสยิดนูรูลฮูดา(บ้านกูวาลอกาปัส)


เมื่อ วันที่24 กันยายน 2553เวลา20.00 น.เกิดเหตุการณ์คนร้ายไม่ทราบจำนวนซุ่มยิงนายดอแม็ง ยีวาแต และนางกรือซง โต๊ะดา ซึ่งเป็นสองสามีภรรยา ถูกยิงเข้าที่ศรีษะและลำตัว เสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที นายดอแม็ง ยีวาแต เป็นอีหม่ามประจำมัสยิดนูรูลฮูดา บ้านปูลากาปัส ที่ ม.6 ต.กรุลูบี อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี หลังจากละหมาดอีซาเสร็จที่มัสยิดก็เดิมกลับบ้านมีคนร้ายไม่ทราบจำนวนประกบยิงเสียชีวิตทั้งสองคนอยู่หน้าบ้านตัวเอง
“ ฉันได้ตะโกนเรียก “แมะ” (แม่) แต่ไม่มีเสียงตอบรับจาก แมะ ทำให้ฉันต้องเดินลงไปดูข้างล่าง ทำให้เห็นสภาพ........”
นางสาวสือไฮลา ยีวาแต บุตรสาวของ นายดอแม็ง ยีวาแต โต๊ะอีหม่ามบ้านคอลอกาปาส์ พร้อมภรรยา นางกรือซง โต๊ะดา ที่ถูกคนร้ายซุ่มยิ่งจนเสียชีวิต
หลังเสร็จจากการทำพิธีละหมาดอีซา สองสามีภรรยา นายดอแม็ง และนางกรือซง ก็เดินเท้ากลับไปยังบ้าน ระยะทางเพียงประมาณ 100 เมตร แต่ห่างจากถนน ประมาณ 50 เมตร เสียงพูดคุยสนทนากันไม่ได้ดังมากนัก แต่เพราะความเงียบในหมู่บ้านทำให้เสียงสนทนาได้ยินมาถึงบ้านของทั้งสอง ซึ่งบุตรสาวกำลังรอทั้งคู่กลับมา

เสียงพูดคุย เงียบลง แต่ !!

เสียงดัง ของการกระทบกันของนกปืน กับลูกตะกั่ว ดัง ปัง ! ปัง ! ขึ้นมา หลายนัดติดต่อกัน

บุตรสาวคิดเพียงว่า เด็กอาจเล่นประทัด แถวๆ บ้าน

เลยตะโกนเรียก “แมะ” ผู้เป็นแม่ ดูว่า แกตกใจหรือไม่ เรียกหลายครั้ง แต่ไม่ได้ยินเสียงตอบกลับ จึงได้ถามเพื่อนบ้าน
เห็นแมะหรือเปล่า? ”
เพื่อนบ้าน “ก็เห็นเดินเท้ากลับมาพร้อมกัน เมื่อสักครู่ก็ได้ยินเสียงพูดคุย ฉันได้ตะโกนเรียก “แมะ” (แม่) แต่ไม่มีเสียงตอบรับจาก แมะ ทำให้ฉันต้องเดินลงไปดูข้างล่าง ทำให้เห็นสภาพ
เสียงดังของปืนหยุดลง

เธอวิ่งลงไปข้างล่าง เห็นสภาพของแมะ และอาเยาะ ล้มลงข้างบันได แมะหมดสติ แต่อาเยาะหายใจเหือกสุดท้าย เลยตะโกนขอให้คนช่วย

เธอ รอการช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านประมาณ 10 นาที เมื่อรถยนต์มาถึงจึงได้นำร่างทั้งสองนำขึ้นรถพาไปยังโรงพยาบาลกะพ้อ

ในขณะที่ยกร่างของแมะขึ้นมา ทำให้เลือดซึมผ่านผ้าละหมาดแสดงให้ทุกคนเห็นว่า ถูกกระสุนทะลุผ่านส่วนคอไปแล้ว และคร่าชีวิตผู้เป็นแมะของเธอไปแล้วคนหนึ่ง (อินนาลิลลาฮี วาอินนา อีลัย ฮีรอ ญีอูน)

ยังเหลืออีกชีวิต อาเยาะ คิดว่ายังมีลมหายใจอยู่ แต่ไปได้ไม่ไกล และไม่ทันรถพาไปถึงมือหมอ ลมหายใจก็สิ้นจบหมดลงไปบนรถเป็นรายต่อมา (อินนาลิลลาฮี วาอินนา อีลัย ฮีรอ ญีอูน)

รถพาร่างอันไร้วิญญาณ ของทั้งคู่ไปถึงโรงพยาบาล เมื่อแพทย์ทำการตรวจร่างกายเสร็จสิ้น เธอก็ได้พาร่างกลับไปยังบ้าน เพื่อทำพิธีตามหลักศาสนาอิสลาม
เวลา 20.30 น. พ.ต.อ.กล้าณรงค์ เผือกคุ้มกฤษ ผกก.สภ.กะพ้อ จ.ปัตตานี ได้รับแจ้งมีเหตุยิงกันมีผู้เสียชีวิต บนถนนภายในหมู่บ้านคอลอกะปะ ม. 6 ต.กรุบี รายงานให้ พล.ต.ต.พิเชษฐ์ ปิติเศรษฐพันธ์ ผบก. พร้อมนำกำลังไปที่เกิดเหตุ ไปถึงพบผู้เสียชีวิต 2 รายนอนตายจมกองเลือด ทราบชื่อ นายดอเม็ง ยีวาแต อายุ 59 ปี เป็นโต๊ะอีหม่าม อยู่บ้านเลขที่ 34 ม. 6 ต.กรุบี และ นางกรือซง โต๊ะดา อายุ 53 ปี ภรรยา ทั้งสองถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบชนิดเข้าลำตัว

สอบสวนก่อนเกิดเหตุทราบว่า ขณะที่ผู้ตายไปทำละหมาดที่มัสยิดภายในหมู่บ้าน เสร็จแล้วทั้งสองจึงได้เดินกลับบ้านพักซึ่งอยู่ห่างประมาณ 100 เมตร ปรากฏว่ามีคนร้ายไม่ทราบจำนวนซุ่มอยู่ข้างทางก่อนใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงจนเสียชีวิตทันที สาเหตุเชื่อเป็นการสร้างสถานการ

เวลา 20.30 น. พ.ต.อ.กล้าณรงค์ เผือกคุ้มกฤษ ผกก.สภ.กะพ้อ จ.ปัตตานี ได้รับแจ้งเหตุยิงกันตายบนถนนภายในหมู่บ้านคอลอกะปะ หมู่ 6 ต.กรุบี จึงรีบไปตรวจสอบพบศพผู้เสียชีวิต 2 ราย ทราบชื่อต่อมาคือ นายดอเม็ง ยีวาแต อายุ 59 ปี เป็นโต๊ะอิหม่าม อยู่บ้านเลขที่ 34 หมู่ 6 ต.กรุบี และนางกรือซง โต๊ะดา อายุ 53 ปี ภรรยา ทั้งสองถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบชนิดเข้าลำตัว

สอบสวนก่อนเกิดเหตุทราบว่า ขณะผู้ตายไปทำละหมาดที่มัสยิดภายในหมู่บ้าน เสร็จแล้วทั้งสองจึงเดินกลับบ้านซึ่งอยู่ห่างประมาณ 100 เมตร ปรากฏว่ามีคนร้ายไม่ทราบจำนวนซุ่มอยู่ข้างทาง แล้วใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงจนเสียชีวิตคาที่ คาดผู้ลงมือต้องการสร้างสถานการณ์ความไม่สงบ

การเสียชีวิตเป็นการลงมือของ....ผู้ใด ?
คาดว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ความไม่สงบ
ลูกชายอีกคนเดินทางกลับมาถึงบ้าน นายสุไฮมิง ยีวาแต กลับมาจากการไปเรียนกีตาบ ที่ปอเนาะพ่อมิ่ง หรือโรงเรียนวัฒนธรรมอิสลาม ต.พ่อมิ่ง อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี
เวลา 23.00 รถกลับมาถึงบ้าน ได้พาร่าง แมะ และอาเยาะของทั้งคู่กลับมา ทั้งคู่มองเห็น เจ้าหน้าที่ทหาร และตำรวจมากมายมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ

1 นาฬิกาเศษ ได้ทำพิธีละหมาดศพและฝั่งศพของทั้งสอง

ครอบครัว ยีวาแต หลงเหลือ 2 พี่น้อง นางสาวสือไฮลา ยีวาแต ปัจจุบันเป็นครูพี่เลี้ยง โรงเรียนบ้านบาโงมือแบ และนายสุไฮมิง ยีวาแต นักเรียนโรงเรียนวัฒนธรรมอิสลาม ต.พ่อมิ่ง อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี
เหลือเพียงพี่สาวที่ต้องใช้ชีวิตในบ้านหลังนี้เพียงคนเดียว เพราะน้องชายคงต้องไปเรียนต่อที่ปอเนาะพ่อมิ่ง
อาเยาะ เป็นโต๊ะอีหม่าม ที่เป็นที่เคารพรักของผู้คนในหมู่บ้านนี้ โต๊ะอีหม่ามและภรรยาทั้งสองท่าน ไม่เคยมีเรื่อง หรือความขัดแย้งกับใครเลย” ลูกสาวโต๊ะอีหม่าม กล่าวปิดท้าย ก่อนที่ ผู้ใหญ่บ้านจะพาเธอไปสถานีตำรวจภูธรกะพ้อ เพื่อแจ้งความ ในขณะที่ทางทีมผู้ช่วยทนายความกำลังสอบถามรายละเอียด
ข้อมูลเพิ่มเติม
- ได้เจอลูกกระสูนปืนห่างจากเกิดเหตุประมาณ 30 เมตร
- ได้ยินเสียงปืนประมาณ 5-6 นัด แล้วยังโดนบ้านข้างๆทะลุ สองนัด
ข้อมูลมาจาก
เครือข่ายส่งเสริมสิทธิและเข้าถึงความยุติธรรม (HAP)
สมาพันธ์นิสิตนักศึกษายะลา(สนย)
อาศาสมัครศูนย์ทนายความมุสลิม((Span)

วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

บันทึกจากลังกาวี ระดมปัญญาชนมุสลิมดับไฟใต้


บันทึกจากลังกาวี ระดมปัญญาชนมุสลิมดับไฟใต้

ช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จังหวัดปัตตานี ร่วมกับวิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เชิญปัญญาชนมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 70 คน ซึ่งประกอบด้วย ประธานคณะกรรมการอิสลามและกรรมการอิสลาม ดาโต๊ะยุติธรรม โต๊ะครูสถาบันศึกษาปอเนาะ ผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม โต๊ะอิหม่าม คณะอาจารย์จาก มอ.ปัตตานีและวิทยาลัยอิสลามยะลา ข้าราชการมุสลิม ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่โรงแรมซิตี้เบย์วิว เกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย ปัญหาและทางออกในการแก้ปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้น ซึ่งพวกเขาสะท้อนออกมาน่าสนใจยิ่ง

1.ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม

ปัญหาความไม่มั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ

ปัญหาซึ่งปัญญาชนมุสลิมที่เข้าร่วมประชุมสะท้อนออกมาได้แก่ ความไม่สมดุลของการใช้ทรัพยากร การขาดแหล่งเงินทุน แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชน ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขปัญหา ปัญหาว่างงาน ประชาชนขาดอาชีพ ไม่มีรายได้ ปัญหาที่ทำกินมีจำกัด ถูกนายทุนกว้านซื้อที่ดิน ขาดการพัฒนา

ข้อเสนอแนะ

ให้มีการจัดตั้งสภาเศรษฐกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศูนย์ข้อมูลสารสนเทศชายแดนใต้ สถาบันพัฒนานักธุรกิจมุสลิม กฎหมายเกี่ยวกับการบริจาคตามหลักศาสนา หรือพรบ.ซากาต รวมทั้งมีหน่วยงานหรือองค์กรกลั่นกรองสื่อ

ปัญหาด้านสังคม

ความไม่เป็นธรรมในสังคม ปัญหาความมีอคติ การยอมรับอัตลักษณ์มลายู ปัญหาความมั่นคง ปัญหาการจัดการข้อมูล ปัญหาที่ทำกิน ปัญหาความอ่อนแอของครอบครัว ชุมชน ปัญหาขาดการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาสังคม ปัญหาการบริโภคสื่อ ปัญหานโยบายไม่ถูกนำไปปฏิบัติ ปัญหาความหวาดระแวง

ข้อเสนอแนะ

สร้างสภาบันครอบครัวให้เข้มแข็ง โดยภาครัฐต้องไปให้ความรู้ รัฐต้องสนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน มีการตั้งมัจลีสฟัตวา(สภาวินิจฉัยเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม โดยปราชญ์ทางกฎหมายอิสลาม) รวมทั้งตั้งสภาซูรอ (สภาที่ปรึกษา )

2.ปัญหาด้านการศึกษา

ประเด็นสำคัญที่กล่าวถึงคือ ปัญหาคุณภาพสถานศึกษา ซึ่งการบริหารสถานศึกษาและการจัดการเรียนการสอนยังขาดคุณภาพ บางครั้งมีการเปลี่ยนปรับ คณะกรรมการบ่อย ครูผู้สอนขาดจิตสำนึกและจรรยาบรรณความเป็นครู หลักสูตรการเรียนการสอนไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชนมุสลิม

ข้อเสนอแนะ

รัฐ ควรตั้งหน่วยงานที่มี ระดับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง หรือผู้ช่วยรัฐมนตรี กำกับดูแลการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เฉพาะ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้มีหน่วยงานดูแลนักศึกษาไทยในต่างประเทศร่วมทั้งจัดสรรหาทุนการศึกษาแก่ นักเรียนจนจบการศึกษาจัดสัดส่วนของบุคลากรมุสลิมด้านการศึกษาในมีสัดส่วนที่ เหมาะสมและสอดคล้องกับจำนวนประชากรในพื้นที่

นอก จากนี้เสนอให้มีการจัดตั้งศูนย์บริหารกลางด้านการศึกษา จัดสรรตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาให้สอดคล้องกับอัตราส่วนของคนในพื้นที่ รวมทั้งจัดหลักสูตรให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมวิถีชุมชนในพื้นที่ คัดผู้บริหารทางการศึกษาและครูผู้สอนโดยเน้นคุณภาพ ในทุกด้าน ตลอดจนจรรยาบรรณวิชาชีพครู

ปัญหาความสัมพันธ์ สถานศึกษากับชุมชน

เป็นปัญหาซึ่งเกิดจากการที่ชุมชนขาดความไว้วางใจในสถานศึกษาของรัฐ ซึ่งเป็นผลจากการบริหารหลักสูตรไม่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน

ทางออก คือจะต้องสร้างความไว้วางใจระหว่างสถนศึกษากับชุมชนโดยให้ชุมชนเข้ามามีส่วน ร่วมในสถานศึกษามากขึ้น จัดสรรทุนการศึกษาจนจบการศึกษาแล้วกลับมาปฏิบัติงานในชุมชน รวมทั้งการคัดเลือกบุคลากรในท้องถิ่นที่มีคุณภาพ

ส่วนปัญหาภาคประชาชนขาดจิตสำนึกด้านการศึกษา จะต้องปลูกจิตสำนึกให้รักการศึกษา และให้ประชาชนมีส่วนรวมในด้านการศึกษามากขึ้น

3.ปัญหาการเมืองการปกครองและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้ารัฐ

เจ้าหน้าที่รัฐไม่เข้าใจพื้นที่

ข้อเสนอแนะจากวงประชุมคือ รัฐควรตรวจสอบ (Screen) บุคลากรที่จะส่งเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่

1.ให้เป็นบุคคลในพื้นที่เพราะอย่างน้อยที่สุดคนในพื้นที่ย่อมเข้าใจพื้นฐานของคนมลายู

2.ถ้าเป็นบุคคลจากภายนอกต้องผ่านการประเมิน การตรวจสอบจากคณะทำงานที่จะมีขึ้นในข้อ 4

3.รัฐไม่ควรสร้างความคิดผิดๆว่าพื้นที่ 3 จังหวัดเป็นประหนึ่งบันไดขั้นแรกที่บุคลากรของรัฐใช้ไต่เพื่อการก้าวสู่ ตำแหน่งที่สูงกว่า เมื่อได้ตำแหน่งที่ดีแล้วก็ย้ายออก การเข้ามารับราชการของข้าราชการเหล่านั้นมักขาดจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อ หน้าที่เพราะไม่ได้เข้ามาด้วยความจริงใจและตั้งใจที่จะดูแลความทุกข์สุขของ ประชาชน

4.รัฐต้องคัดเลือกตรวจสอบ (X-Ray) บุคลากรของรัฐในพื้นที่ให้มีความเหมาะสม และต้องเป็นบุคคลที่มีจริยธรรมและคุณธรรมเป็นที่ตั้ง

ปัญหาอื่นๆ ที่นำเสนอคือ การนำนโยบายเสริมสร้างสันติสุข 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และความมั่นคงไปสู่การปฏิบัติของเจ้าหน้ารัฐยังไม่เหมาะ สมและขาดเอกภาพ รัฐไม่ส่งเสริม/สนับสนุนให้ประชาชนแต่ละเชื้อชาติรักษาอัตลักษณ์ (ชาติพันธ์มลายู ภาษา ค่านิยมและวิถีชีวิตชุมชน-ศาสนา) รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐขาดเอกภาพคือต่างหน่วยงานต่างทำงานโดยไม่บูรณาการ

ข้อเสนอแนะ

ให้มี กฎหมายเฉพาะกำกับนโยบายให้สอดคล้องกับพื้นที่พิเศษ รัฐต้องให้โอกาสประชาชนในท้องถิ่นในการที่จะอนุรักษ์อัตตลักษณ์ท้องถิ่น ชาติพันธ์มลายู ภาษา ค่านิยม และวิถีชีวิตชุมชนโดยรัฐเป็นผู้สนับสนุน เจ้าหน้าทีควรทำงานโดยยึดหลักการประสานเป็นหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาได้อย่างมี ประสิทธิภาพและประสิทธิผล

สำหรับปัญหา เจ้าหน้าทีที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยส่วนใหญ่เป็นคนนอกพื้นที่ไม่สอดคล้องกับอัตราสัดส่วน ของคนในพื้น รัฐต้องดำเนินการให้คนในพื้นที่มีโอกาสเข้ามาปฏิบัติราชการในพื้นที่ให้มาก ที่สุดโดยจะต้องยืดหยุนในระเบียบกฏเกณฑ์ราชการบางอย่างหรือกำหนดระเบียบขึ้น มาเฉพาะสำหรับการบริหารงานบุคคล รวมทั้งกำหนดยุทธศาสตร์ด้านบุคลากรของรัฐให้มีความเหมาะสมตามอัตราส่วน เน้นบุคคลในพื้นที่

ปัญหาผู้กำหนดนโยบายในแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้งใน ปัญหา ความต้องการ และความจำเป็นของประชาชน จะต้องให้มีคณะกรรมการด้านการกำหนดนโยบายที่มาจากทุกภาคส่วนในอัตราที่เหมาะ สมทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน ร่วมถึงองค์กรศาสนา ภาคการเมือง ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจในพื้นที่ คณะบริหารดังกล่าว ต้องประกอบด้วยบุคคลหลากหลายในพื้นที่

ปัญหาเหตุร้ายรายวัน ไม่สามารถจับผู้กระทำผิด ซึ่งด้านลบที่สะท้อนให้เห็นคือ รัฐไม่สามารถคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งข้อมูล ข้อเท็จจริง รวมทั้งข่าวลือ ว่าการเสียชีวิตของประชาชนในพื้นที่ส่วนหนึ่งมาจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ (จากงานวิจัยของ ดร.ศรีสมภพ จิตต์รมศรี มอ.ปัตตานี) หรือจากกลุ่มก่อความไม่สงบ จากปัญหาส่วนตัวและยาเสพติด ประชาชนส่วนใหญ่ไม่รู้ข้อมูลที่แท้จริง ทำให้มีการบิดเบือนข้อมูล การเกิดข่าวลือต่างๆจนเกิดความหวาดกลัว หวาดผวา

ข้อเสนอแนะ

1.ให้มีการจัดระบบข้อมูลที่ถูกต้อง ตรวจสอบได้ ประชาสัมพันธ์เปิดเผยในส่วนที่จำเป็นให้ประชาชนทราบ

2.รัฐควรศึกษาโครงสร้างขบวนการก่อความไม่สงบ พร้อมหาแนวทางสลาย

3.คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดและผู้รู้ (อูลามาอฺ) ใน 3 จังหวัดภาคใต้ทำการชี้แจ้งหลักการศาสนาที่ถูกต้องโดยอาศัยเครื่อข่ายอิหม่าม ประจำมัสยิด กำนันผู้ใหญ่บ้าน และเผยแพร่ทางเอกสาร

4.หากเกรงว่าคำชี้แจ้งจะไม่มีน้ำหนักพอก็ให้ประสานความร่วมมือกับองค์กร ศาสนาหรือปราชญ์มุสลิมในโลกมุสลิมเพื่อมีส่วนร่วมในการสร้างความเข้าใจที่ ถูกต้องกับประชาชน

4.ปัญหาด้านศาสนา ภาษาและวัฒนธรรม

“ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่เรียกร้องความสันติสุขและการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสมานฉันท์บนพื้นฐานความถูกต้องและความเป็นธรรม” คำกล่าวที่หยิบยกขึ้นมาของบรรดาปัญญาชนกลุ่มนี้ แสดงให้เห็นถึงจุดมุ่งหมายของพวกเขา

สาเหตุด้านศาสนา

-รัฐไม่มีความจริงใจในการสนับสนุนให้มุสลิมปฏิบัติตามหลักการของศาสนาอิสลาม ยกตัวอย่างเช่นรัฐสร้างอาคารที่ทำการหรือที่ทำงานใหญ่โต แต่ไม่คำนึงถึงการสร้างห้องปฏิบัติการศาสนกิจ ไม่มีปรากฏอยู่ในแปลนอาคาร ตรงจุดนี้ก็แสดงให้เห็นว่ารัฐยังไม่เข้าใจความต้องการพื้นฐานด้านศาสนาอิส ลามอย่างแท้จริง เรื่องอาหารฮาลาลก็เช่นกันเวลามีการสัมมนาร่วมกับผู้หลักผู้ใหญ่หรือสัมมนา ร่วมกับชาวไทยที่นับถือศาสนาอื่น โดยเฉพาะนอกพื้นที่สามจังหวัดมักจะมีปัญหาด้านอาหารการกินโดยผู้จัดมักจะ บอกว่าอาหารสากลไม่มีหมูมุสลิมทานได้ จนทำให้พี่น้องมุสลิมต้องออกไปกินอาหารที่ร้านอาหารมุสลิมเป็นประจำ เรื่องเล็กๆ น้อยรัฐก็ทำไม่ได้

-รัฐมีนโยบายไม่ชัดเจนและไม่แน่นอนเกี่ยวกับศาสนาอิสลามจึงทำให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

ข้อเสนอแนะ

-รัฐต้องสนับสนุนให้มุสลิมได้ปฏิบัติตามหลักการของศาสนาอิสลามอย่างแท้จริง เช่นการแต่งกายตามหลักศาสนาบัญญัติ สร้างที่ละหมาดตามสถานที่ราชการ มีอาหารฮาลาลในทุกครั้งที่การสัมมนาร่วมกับมุสลิม

-ให้มีองค์กรศาสนาอิสลามที่เข้ามาแก้ไขปัญหาโดยมีกฎหมายรองรับ เช่นสภาซูรอ

-รัฐต้องเปิดโอกาสให้อูลามาอฺ (ผู้รู้) ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีส่วนร่วมในการตอบปัญหาศาสนาร่วมกับสำนักจุฬาราชมนตรี

-รัฐต้องทำคู่มือสำหรับข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดให้เข้าใจในพิธีกรรมต่างๆ ที่ไม่ขัดกับหลักศาสนาอิสลาม

-แนวทางแก้ปัญหาด้านศาสนาในเรื่องการชี้ขาดเรื่อง ญิฮาด เองตามชะฮีด การอาบน้ำศพหรือไม่ ในสถานการณ์ปัจจุบันซึ่งอยู่ในสถานการณ์ซึ่งไม่ปกติ จำเป็นต้องเป็นคณะกรรมการที่มีกฎหมายรองรับอย่างถูกต้อง คือสำนักจุฬาราชมนตรี

-การชี้ขาดปัญหาดังกล่าวเป็นหน้าที่ศาล แต่ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีศาลชารีอะฮ์

ปัญหาด้านภาษามลายู

ซึ่งส่วนใหญ่เห็นว่ารัฐยังไม่ส่งเสริมการใช้ภาษามลายูท้องถิ่นเท่าที่ควร เจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษามลายู

ข้อเสนอแนะ

ให้มีนโยบายที่ชัดเจนในการอนุรักษ์และสนับสนุนภาษามลายูท้องถิ่น เช่นให้มีองค์กรภาษามลายู (Dewan Bahasa Melayu) มาตรการที่ผ่านมารัฐได้กำหนดทิศทางที่ถูกต้องแล้ว แต่เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างจริงจังจริงใจและต่อเนื่อง รัฐต้องสนับสนุนให้มีองค์กรภาษามลายูให้ชัดเจนและเป็นรูปธรรม รวมทั้งส่งเสริมให้ข้าราชการสามารถลื่อสารด้วยภาษามลายู

ปัญหาด้านวัฒนธรรม

-รัฐยังไม่เข้าใจระหว่างวัฒนธรรมอิสลามกับประเพณีท้องถิ่น เช่นประเพณีหรือพิธีกรรมใดขัดกับหลักการอิสลาม ประเพณีหรือพิธีกรรมใดที่ขัดกับหลักการอิสลามมุสลิมไม่สามารถปฏิบัติได้ แต่เจ้าหน้าที่รัฐยังเชิญชวนกึ่งบังคับให้ชาวมุสลิมไปร่วม

-รัฐพยายามส่งเสริมประเพณีและวัฒนธรรมที่ขัดกับหลักศาสนาอิสลาม

ข้อเสนอแนะ

-รัฐต้องสนับสนุนวัฒนธรรมที่ดีของอิสลาม เช่นวัฒนธรรมการแต่งฮิญาบของสตรี วัฒนธรรมการเข้าสุนัตหมู่ (การขลิบอวัยวะเพศชาย) วัฒนธรรมการแต่งงาน เป็นต้น

-ประเพณีที่ขัดแย้งกับหลักการศาสนาอิสลามรัฐต้องไม่สนับสนุนหรือบีบบังคับ ให้ชาวมุสลิมไปร่วม เพราะเป็นการกระทำผิดต่อหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม เช่นประเพณีที่มีพิธีกรรมการตั้งภาคีกับอัลลอฮ ประเพณีลอยกระทง ประเพณีที่มีการกราบไหว้วัตถุ เป็นต้น

นี่คือบทสรุปโดยย่อของการประชุมเชิงปฎิบัติการปัญญาชนมุสลิมจากเกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย ทุกหัวข้อบทสรุปคือวิธีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง อันเป็นพื้นฐานปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ซัยยิด กุฎบฺ นักคิดและนักปฏิวัติในการรื้อฟื้นอิสลาม


ซัยยิด กุฎบฺ นักคิดและนักปฏิวัติในการรื้อฟื้นอิสลาม

โดย Ahmed El-Kadi, MD
อบู ฟิตยะฮฺ แปลและเรียบเรียง

ซัยยิด กุฎบฺ แกน นำของญะมาอะฮฺอิควาน อัล มุสลิมูน(ขบวนการภราดรภาพมุสลิม) เป็นผู้ที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อคนหนุ่มสาวมุสลิมอาหรับในช่วงปลายทศวรรษที่ 60 นัก เขียนตะวันตกในยุคปัจจุบันต่างมีความเห็นว่าท่านคือหนึ่งในสองของผู้มี อิทธิพลสูงสุดต่อนักคิดมุสลิมในศตวรรษนี้ อีกท่านหนึ่งนั้นคือ ซัยยิด อบุล อะอฺลา อัล เมาดูดียฺ

งานเขียนของซัยยิด กุฎบฺ ก่อน ปี 1951 มีลักษณะไปทาง “นักศีลธรรม” หลังจากที่ท่านได้ศึกษาแนวคิดของซัยยิด เมาดูดีย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสำคัญในประเด็นที่ว่า อิสลามคือระบอบชีวิตที่สมบูรณ์ และ การสถาปนากฎหมายของอัลลอฮฺขึ้นบนโลกนี้เป็นภาระหน้าที่ที่สำคัญยิ่งของบรรดามุสลิม ได้เปลี่ยนแปลงท่านสู่ลักษณะแบบ “นักปฏิวัติ”

การใช้ชีวิตอยู่ชั่วคราว 2 ปี ( 1948 – 1950 ) ในสหรัฐอเมริกาของท่าน ได้เปิดโลกทัศน์ให้ท่านได้เห็นถึงความเลวร้ายของวัฒนธรรมตะวันตกและอุดมการณ์ที่ไม่ ใช่อิสลามทั้งหลาย

หลังจากการเดินทางกลับสู่อียิปต์ ซัยยิด กุฎบฺได้ลาออกจากงานในกรมการศึกษา และอุทิศตัวของท่านเพื่ออุดมการณ์ที่จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทั้งระบบ อุดมการณ์ของอิควานมีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้นเมื่อท่าน ซึ่งถูกจองจำอยู่ในห้องขัง ท่านได้เขียนหนังสือปรับปรุงแนวคิด ความใฝ่ฝันของ อัช ชะฮีด ฮะซัน อัล บันนา ซึ่งปรารถนาจะสถาปนารัฐอิสลามขึ้นในอียิปต์หลังจากที่ได้ทำให้ชาติแปรเปลี่ยนสู่อิสลามทั่วทุกด้านแล้ว ซัยยิด กุฎ บฺ กลับเสนอทัศนะว่าอันดับแรกนั้นแนวหน้าของการปฏิวัติจะต้องสถาปนารัฐอิสลามขึ้นก่อน ต่อจากนั้นถึงกำหนดโครงการเปลี่ยนสังคมอิยิปต์ – ที่หันเหไปสู่อุดมการณ์ชาตินิยมอาหรับ - ให้กลายเป็นสังคมอิสลาม Sample Imageช่วงระยะเวลา 11 ปี หลังกำแพงคุกเปิดโอกาสให้ซัยยิด กุฎบฺ ได้ยืนยันสิ่งที่ท่าน ประจักษ์แก่ใจจากงานเขียนของเมาดูดีย์ และนั้นนำไปสู่คำสั่ง ประหารชีวิตของท่านจากรัฐบาลเซคคิวลาร์นัสเซอร์ ในข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริง

นอกเหนือจากท่านนบี มุฮัมมัดแล้ว บุคคลร่วมสมัยซึ่งมีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงต่อ ข้าพเจ้าคือ บิดาของข้าพเจ้า ,อิมาม ฮะซัน อัล บันนา , และซัยยิด กุฎบฺ หนังสืออิสลามสองเล่มแรกซึ่งข้าพเจ้าได้ศึกษาในวัยหนุ่มคือ “ดิรอสาต อิสลามิยะฮฺ” (การศึกษาในอิสลามหรือการเรียนรู้ในอิสลาม ) และ อัล อดาละฮฺ อัล อิจญติมาอียะฮฺ ฟิล อิส ลาม (สังคมแห่งความยุติธรรมในอิสลาม )ซึ่งทั้งสองเล่มนี้เขียนโดย ซัยยิด กุฎบฺ ถึง แม้ว่าข้าพเจ้าจะไม่เคยได้พบหรือเห็นซัยยิด กุฎบฺ แต่ข้าพเจ้าก็รู้จักท่าน(เช่นเดียวกับมุสลิมส่วนใหญ่ในสนามการทำงานอิสลาม) ผ่านหนังสือมากมายของท่าน ดังเช่นสองเล่มซึ่งได้กล่าวมาแล้ว ตัฟซีร อัล กุรอาน อันยิ่งใหญ่ของท่าน ฟี ซิลาลิล กุรอาน( ใต้ร่มเงาอัลกุรอาน )และหนังสือเล่มอื่นๆ อีกมากมาย

ซัยยิด กุฎบฺ ถือกำเนิดเมื่อ 8 ตุลาคม1906 ใน หมู่บ้านโมชา แคว้นโคฮา จังหวัดอาสยูต ในอียิปต์ ท่าน เข้าเรียนโรงเรียนประถมของโมชาเมื่อปี 1912 และจบในปี 1918 ท่าน ต้องหยุดเรียน 2 ปีเนื่องจากการปฏิวัติปี 1919 บิดา ของท่านคือ ฮัจญฺ กุฏบฺ อิบนุ อิบรอฮีม ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นผู้เคร่งครัดศาสนาในหมู่บ้าน และมารดาของท่านก็เป็นสตรีผู้ยึดมั่นอย่างมั่นคงในศาสนา จากครอบครัวที่มีชื่อเสียง เป็นผู้ซึ่งคอยห่วงใยตัวท่านและ น้องสาวทั้งสองของท่าน ฮามิดะฮฺและอามินะฮฺ และน้องชายของ ท่านมุฮัมมัด

หลังจากจบ ชั้นประถมในโมชาแล้ว ซัยยิด กุฎบฺ ได้ย้ายไปศึกษาต่อยังไคโร ซึ่งท่านได้อาศัยอยู่กับอาของท่าน อะฮฺมัด ฮุซเซน อุสมาน ในปี 1920 ขณะ ที่ท่านอายุได้ 14 ปี และที่สำคัญท่านจดจำอัล กุรอานได้ทั้งเล่มตั้งแต่ท่านอายุได้ประมาณ 10 ขวบ ใน หมู่บ้านของท่าน ท่านสูญเสียบิดาของท่านขณะที่ท่านอยู่ที่ไคโร ท่าน จึงได้โน้มน้าวให้มารดาของท่านย้ายมาอยู่กับท่านที่ไคโรซึ่งเป็นที่ที่นาง เสียชีวิตในปี 1940

หลังจากการเสียชีวิตของมารดา ซัยยิด กุฎบฺ ได้ถ่ายทอดความรู้สึกอ้างว้าง ของท่านในบทความหลายชิ้น( อุมมะฮฺ: มารดาของฉัน )ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือ “ Atatiaf Al arbaa ”(ประทีปทั้ง 4) ซึ่ง น้องสาว น้องชายและท่านร่วมกันเขียน

ที่ไคโร ท่านซัยยิด กุฎบฺ สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยม และสมัครเข้าเรียนต่อวิทยาลัยครู ในดารุลอูลูม ในปี 1929 ใน ปี 1939 ท่านสอบผ่านเป็นครูภาษาอาหรับและได้รับปริญญาตรี ศิลปศาสตร์ หลังจากนั้นจึงเข้าทำงานในกระทรวงการศึกษา ไม่นานนัก( ประมาณ 6 ปี ) ท่านก็ออกจากการเป็นครูในกระทรวงการศึกษาและทุ่มเทเวลาสำหรับงานเขียนอิสระ ปัจจัย หนึ่งซึ่งชักจูงให้ท่านลาออกจากงานสอนคือความเห็นที่ไม่ตรงกันกับกระทรวงการ ศึกษาและเพื่อนร่วมงานจำนวนมากเกี่ยวกับปรัชญาการศึกษาและทัศนคติของท่านที่ มีต่องานวรรณกรรม

ช่วงเวลาจากปี 1939 ถึงปี 1951 เป็นช่วงที่งานเขียนของซัยยิด กุฎบฺ เปลี่ยนแปลงไปสู่อุดมการณ์อิสลามอย่างชัดเจน ท่านได้เขียนบทความหลายชิ้นเกี่ยวกับเรื่องความงดงามของถ้อยคำจากอัลกุรอาน ดังเช่นหนังสือสองเล่มของท่านคือ “ ถ้อยคำอันวิจิตงดงามของอัลกุรอาน ” และ “ภาพที่ปรากฏในวันแห่งการตัดสิน ” ใน ปี 1948 หนังสือของท่านเรื่อง “ สังคมแห่งความยุติธรรมในอิสลาม” ได้ ถูกตีพิมพ์ ซึ่งท่านได้กล่าวไว้อย่างไม่อาจโต้แย้งได้ว่า ความยุติธรรมของสังคมที่แท้จริงนั้นจะเกิดขึ้นได้จริงในอิสลามเท่านั้น

ในเดือนพฤศจิกายน ปี 1948 ท่าน เดินทางไปศึกษาต่อในหลักสูตรเกี่ยวกับการศึกษาที่สหรัฐอเมริกา ท่านใช้เวลาสองปีครึ่งในวอชิงตัน ดี.ซี. และแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นที่ที่ท่านได้ประจักษ์ถึงทัศนคติเชิงวัตถุนิยมและการขาดแคลนจิตวิญญาณในงานวรรณกรรม

ท่านหยุดการศึกษาในสหรัฐอเมริกาลงอย่างกะทันหันและกลับสู่อียิปต์ในเดือนสิงหาคม ปี 1950 ซัยยิด กุฎบฺ เริ่มงานด้วยการเป็นอาจารย์ และผู้ตรวจการในกระทรวงการศึกษาอีกครั้ง ก่อนที่ท่านจะลาออกในเดือนตุลาคม ปี 1952 (อีกครั้งหนึ่งเนื่องจากปรัชญาที่ขัดแย้งกันกับรัฐมนตรีการศึกษาและเพื่อนร่วมงานจำนวนมาก )

ช่วงเวลาจากปี 1951 ถึSample Imageงปี 1965 เป็น ช่วงที่ ซัยยิด กุฎบฺ เข้าร่วมกับขบวนการอิควาน(ภราดรภาพมุสลิม) ความคิดของท่านชัดเจนมากในเรื่องความ เชื่อผิดๆที่มีอยู่มากมายเกี่ยวกับความไม่ยุติธรรมทางสังคม การ เมือง เศรษฐกิจที่มีอยู่โดยทั่วไป และความจำเป็นในการฟื้นฟู อิสลาม และ ท่านได้เป็นหัวหน้าบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ของอิควาน ในช่วงเวลานี้หนังสือของท่านหลายเล่มได้ถูกเขียนขึ้นตามแนวคิดอิสลามซึ่ง เป็นแนวทางที่สมบูรณ์แบบของชีวิต ท่านถูกจับกุมเมื่ออิควาน ถูกกล่าวหาว่ามีความผิดในความพยายามที่จะโค่นล้มรัฐบาลในปี 1954 และ ถูกพิพากษาจำคุก 15 ปีพร้อมกับต้องทำงานอย่างหนัก ท่านถูกจองจำอยู่ในคุกที่ Jarah ใกล้ๆ ไคโร เป็น เวลา 10 ปี ต่อมาด้วยปัญหาสุขภาพของท่าน ท่านได้รับอิสรภาพเนื่องจากคำขอร้องของประธานาธิบดีอิรัค อับดุล สลาม อรีฟ

ในปี 1965 ท่าน ได้ตีพิมพ์หนังสือที่มีชื่อเสียงของท่านคือ " Mallem Fittareek (หลักชัยอิสลาม) " ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านถูกจับกุมอีกครั้งหนึ่งด้วยข้อหาว่าลอบวางแผนการร้ายเพื่อต่อต้านประธานาธิบดีอียิปต์ อับดุล นัสเซอร์ ท่านถูกพิจารณาคดีในศาลและต้องคำพิพากษาให้ประหารชีวิต ก็ด้วยงานเขียนของท่านในหนังสือเล่มนี้เอง ประเทศมุสลิมทั้งหลายต่างวิพากวิจารณ์คัดค้านประท้วงและอุทธรณ์ต่อประธานาธิบดี อับดุล นัสเซอร์ เพื่ออภัยโทษแก่ท่าน แม้จะมีการ ประท้วงและข้อคัดค้านในประเทศมุสลิมมากมายเพียงใดก็ตามซัยยิด กุฎบฺ ก็ถูกประหารโดยการแขวนคอในวันที่ 29 สิงหาคม ปี 1966

แม้ว่าท่านจะจากไปแล้วแต่ท่านได้ทิ้งหนังสือไว้ทั้งหมด 24 เล่ม ซึ่ง ประกอบด้วย นวนิยาย , คำวิจารณ์วรรณกรรม ,หนังสือเกี่ยวกับการศึกษาทั้งของเด็กๆ และผู้ใหญ่และหนังสือศาสนาซึ่งรวมทั้งอรรถาธิบายอัล กุรอาน 30 ยุซ

ซัยยิด กุฏุบฺ จะ คงอยู่ในความทรงจำตลอดไปด้วยมรดกแห่งความศรัทธาอันมั่นคงของท่านที่มีต่อ เอกภาพและความเกรียงไกรของอัลลอฮฺ ความแตกต่างที่แจ่มชัดระหว่างศรัทธาบริสุทธิ์กับการตั้งภาคีต่อพระองค์ทั้ง ที่เปิดเผยและที่ซ่อนเร้น และความหวังสำหรับการให้อภัยความผิดของมนุษยชาติ

ซัยยิด กุฏุบฺ ยังยิ้มแย้มเมื่อถูกประหารเป็นรอยยิ้มแห่งความเชื่อมั่นของชีวิตที่งดงามในสวรรค์ ชีวิตนิรันดร์ซึ่งสมควรอย่างยิ่งแล้วที่ท่านจะได้รับ
............................

วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ประวัติศาสตร์ปัตตานี-ฮอลันดา-สยามที่รัฐบาลในอดีตทำพลาดไป จะส่งผลร้ายแรงนำไปฟ้องต่อเวทีโลกเพื่อนำไปสู่การไม่ยอมรับ


ประวัติศาสตร์ปัตตานี-ฮอลันดา-สยามที่รัฐบาลในอดีตทำพลาดไป จะส่งผลร้ายแรงนำไปฟ้องต่อเวทีโลกเพื่อนำไปสู่การไม่ยอมรับ
ศ.ครองชัย หัตถา หัวหน้าภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี ช่วยเสนอแนะประเด็นประวัติศาสตร์ที่อาจนำไปสู่สันติภาพในพื้นที่

ผมมอง 4 อย่างด้วยกัน คือ 1.ประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นพื้นที่เคยต้องห้าม ถูกรัฐเพ่งเล็ง หรือเก็บออกไปจากแผน เช่น งานเขียนสมัยของ อาจารย์อับดุลเลาะห์ ลอแม เป็นหนังสือที่ถูกราชการห้ามจำหน่าย ทำให้เราไม่มีองค์ความรู้ที่จะเข้าใจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะฉะนั้นมาถึงวันนี้ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นทั่วประเทศ ทุกภูมิภาคต้องช่วยกันสร้างองค์ความรู้ขึ้นมา

2.เร่งจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นเพื่อให้ครูอาจารย์ได้มีหนังสือสอน มีคู่มือนำไปใช้ เพราะขณะนี้หลักสูตรท้องถิ่นที่ว่าด้วยประวัติศาสตร์ชายแดนภาคใต้ที่ทุกฝ่ายยอมรับยังไม่มี ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการสั่งชัดเจนว่าต้องสอน คำถามก็คือแล้วครูสอนจะอะไร สอนอย่างไร เป้าหมายการสอนคืออะไร เมื่อแต่ละคนสอนตามที่ตัวเองถนัด หรือคนที่รู้สึกอึดอัด เก็บกดอยู่ เขาก็สอนประเด็นที่เป็นความขัดแย้งกับรัฐ คนที่เป็นครูกลางๆ ที่มาจากตอนบนก็จะสอนเรื่องประวัติศาสตร์ไทย เมื่อเด็กและครูมาคุยกัน จะต่อประเด็นประวัติศาสตร์ไม่ค่อยได้ เพราะพื้นฐานที่มามันต่างกัน

3.รัฐจะต้องบูรณะพัฒนาแหล่งโบราณคดีต่างๆ ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เท่าเทียมกับการดูแลบูรณะเมืองโบราณอื่นๆ ของประเทศไทย เช่น อยุธยา สุโขทัย บ้านเชียง เพราะแหล่งโบราณคดีที่เก่าแก่ร่วมสมัยกับบ้านเชียงก็จะมีแถวท่าสาป (อำเภอเมือง จ.ยะลา ) ส่วนเมืองโบราณยะรังอายุก็พอๆ กับสมัยศรีวิชัย ในขณะที่ภาคอื่นๆ มีโครงการศึกษากันเยอะ แต่ปัตตานีและยะลาไม่ค่อยมีโครงการ ฉะนั้นในเชิงของการบูรณะ พัฒนา ขุดค้นหาความรู้และความจริงเกี่ยวกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในมิติของประวัติศาสตร์และโบราณคดีต้องทำให้มากยิ่งขึ้น

4.ต้องมีการนำสนอข้อมูลประวัติศาสตร์และจัดแสดงเผยแพร่ ควรจะมีพิพิธภัณฑ์เมือง หรือศูนย์การเรียนรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ ขณะนี้คำถามก็คือว่าเมื่อเราต้องการจะไปแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เราไปที่ไหน คำตอบก็คือยังไม่มี ต้องดูเป็นชิ้นๆ ไป แล้วก็ต่อกันไม่ได้

ความจริงประวัติศาสตร์ปัตตานีมีตัวตนของเขาอยู่ เพียงแต่ว่าฝ่ายรัฐจะต้องเปิดใจยอมรับประวัติศาสตร์ที่จะเขียนขึ้นจากท้องถิ่นที่มีความเจริญมาก่อน ซึ่งแนวทาง 4 ข้อทั้งหมดถ้าทำได้จะเพิ่มความเข้าใจ ลดความขัดแย้งได้ แต่ที่เป็นอยู่มันไม่ได้เข้าใจมากขึ้น เพราะข้อเสนอ 4 ข้อที่ผมว่ามันไม่เกิดสักข้อ ทุกอย่างยังอยู่แบบอึมครึม

โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา

วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Pembongkaran yang disembunyikan oleh Yahudi mengenai ADOLF HITLER selama ini‏


Penghormatanku kepada lelaki agung, Adolf Hitler, semoga ada sepertinya di zaman ini...



Aku berbual dengan seorang ahli keluarga yang sedang menamatkan tesis PhD beliau dan aku amat terperanjat apabila beliau nyatakan tesis beliau berkaitan Adolf Hitler, pemimpin Nazi. Maka aku katakan "Takkan dah habis semua tokoh Islam di dunia ini sampai kamu memilih si bodoh ini dijadikan tajuk?"

Beliau ketawa lalu bertanya apa yang aku ketahui tentang Hitler.

Aku lalu menjawab bahawa Hitler seorang pembunuh yang membunuh secara berleluasa dan meletakkan German mengatasi segala-galanya. ..lalu dia bertanya dari mana sumber aku. Aku menjawab sumberku dari TV pastinya.

Lalu dia berkata : " Baiklah, pihak British telah melakukan lebih dahsyat dari itu...pihak Jepun semasa zaman Emperor mereka juga sama...tapi kenapa dunia hanya menghukum Hitler dan meletakkan kesalahan malahan memburukkan nama Nazi seolah-olah Nazi masih wujud hari ini sedangkan mereka melupakan kesalahan pihak British kepada Scotland, pihak Jepun kepada dunia dan pihak Afrika Selatan kepada kaum kulit hitam mereka?"

Aku lantas meminta jawapan dari beliau. Beliau menyambung : "Ada dua sebab -

1. Prinsip Hitler berkaitan Yahudi, Zionisme dan penubuhan negara Israel. Hitler telah melancarkan Holocaust untuk menghapuskan Yahudi kerana beranggapan Yahudi akan menjahanamkan dunia pada suatu hari nanti.

2. Prinsip Hitler berkaitan Islam. Hitler telah belajar sejarah kerajaan terdahulu dan umat yang lampau, dan beliau telah menyatakan bahawa ada tiga tamadun yang terkuat, iaitu Parsi, Rome dan Arab. Ketiga-tiga tamadun ini telah menguasai dunia satu ketika dulu dan Parsi serta Rome telah mengembangkan tamadun mereka hingga hari ini, manakala Arab pula lebih kepada persengketaan sesama mereka sahaja. Beliau melihat ini sebagai satu masalah kerana Arab akan merosakkan Tamadun Islam yang beliau telah lihat begitu hebat satu ketika dulu.

Atas rasa kagum beliau pada Tamadun Islam, beliau telah mencetak risalah berkaitan Islam dan diedarkan kepada tentera Nazi semasa perang, walaupun kepada tentera yang bukan Islam.



Beliau juga telah meberi peluang kepada tentera German yang beragama Islam untuk menunaikan solat ketika masuk waktu di mana jua...bahkan tentera German pernah bersolat di dataran Berlin dan Hitler ketika itu mennggu sehingga mereka tamat solat jemaah untuk menyampaikan ucapan beliau...





Hitler juga sering bertemu dengan para Ulamak dan meminta pendapat mereka serta belajar dari mereka tentang agama dan kisah para sahabat dalam mentadbir...

Hitler bersama Syeikh Amin Al-Husainiy


Beliau juga meminta para Sheikh untuk mendampingi tentera beliau bagi mendoakan mereka yang bukan Islam dan memberi semangat kepada yang beragama Islam untuk membunuh Yahudi...





Seorang tentera Nazi melekatkan gambar Mufti Al-Quds


Semua maklumat ini ialah hasil kajian sejarah yang dilakukan oleh saudara aku untuk tesis PhD beliau dan beliau meminta aku tidak menokok tambah apa-apa supaya tidak menyusahkan beliau untuk membentangkannya nanti. Beliau tidak mahu aku campurkan bahan dari internet kerana aku bukan pakar bidang sejarah. Tetapi gambar-gambar yang ada di sini sudah lama tersebar dan semua orang boleh melihatnya di internet.

Aku juga sedaya upaya mencari maklumat tambahan di internet dan berjumpa beberapa perkara :

1: Pengaruh Al-Quran di dalam ucapan Hitler.
Ketika tentera Nazi tiba di Moscow, Hitler berhajat menyampaikan ucapan. Dia memerintahkan penasihat-penasihat nya untuk mencari kata-kata pembukaan yang hebat tak kira dari kitab agama, kata-kata ahli falsafah ataupun dari bait syair. Seorang sasterawan Iraq yang bermastautin di German mencadangkan ayat Al-Quran :

(اقتربت الساعة وانشق القمر) bermaksud : Telah hampir Hari Kiamat dan bulan akan terbelah...

Hitler berasa kagum dengan ayat ini dan menggunakannya sebagai kalam pembukaan dan isi kandungan ucapan beliau. Memang para ahli tafsir menghuraikan bahawa ayat tersebut bermaksud kehebatan, kekuatan dan memberi maksud yang mendalam.

Perkara ini dinyatakan oleh Hitler di dalam buku beliau Mein Kampf yang ditulis di dalam penjara bahawa banyak aspek tindakan beliau berdasarkan ayat Al-Quran, khususnya yang berkaitan tindakan beliau ke atas Yahudi...


2. Hitler bersumpah dengan nama Allah yang Maha Besar

Hitler telah memasukkan sumpah dengan nama Allah yang Maha Besar di dalam ikrar ketua tenteranya yang akan tamat belajar di akademi tentera German.

" Aku bersumpah dengan nama Allah (Tuhan) yang Maha Besar dan ini ialah sumpah suci ku,bahawa aku akan mentaati semua perintah ketua tentera German dan pemimpinnya Adolf Hitler, pemimpin bersenjata tertinggi, bahawa aku akan sentiasa bersedia untuk berkorban dengan nyawaku pada bila-bila waktu demi pemimpin ku"


3. Hitler telah enggan meminum beer (arak) pada ketika beliau gementar semasa keadaan German yang agak goyah dan bermasalah. Ketika itu para doktor mencadangkan beliau minum beer sebagai ubat dan beliau enggan, sambil mangatakan " Bagaimana anda ingin suruh seseorang itu minum arak untuk tujuan perubatan sedangkan beliau tidak pernah seumur hidupnya menyentuh arak?"

Ya, Hitler tidak pernah menjamah arak sepanjang hayat beliau...minuman kebiasaan beliau ialah teh menggunakan uncang khas...


Bukanlah tujuan penulisan ini untuk membela apa yang dilakukan oleh Hitler, tetapi ianya bertujuan untuk menyingkap apa yang disembunyikan oleh pihak Barat. Semoga kita semua beroleh manfaat.