วันพฤหัสบดีที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เมื่อ"ทหาร"เสนอเจรจาแกนนำป่วนใต้


"หมวกเหล็ก" เป็นนามปากกาของ "นายทหาร" ระดับรองผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจเลข 2 ตัวที่เคยปฏิบัติหน้าที่อยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เขาเขียนบทความชิ้นนี้จากประสบการณ์ตรงและสิ่งที่ได้รู้ได้เห็นมา กลั่นเป็นแนวทางดับไฟใต้ในความคิดของเขา ซึ่งแน่นอนว่าหากอยู่ในสายการบังคับบัญชา เขาไม่มีสิทธิ์เสนอความเห็นเช่นนี้...แต่นี่คือความรู้สึกจริงๆ ของทหารคนหนึ่งที่สมควรรับฟัง



“นี่เป็นบทความแรกที่ผมลองเขียนดูจากความรู้สึกนึกคิดที่พอจะเรียบเรียง ออกมาได้ หลายๆ คนอาจมีประสบการณ์ที่แตกต่างกันไป ทว่าตั้งแต่ผมจำความได้ สมัยเด็กๆ ไม่รู้เป็นอะไร ชอบดูรายการการกุศลร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่างๆ ทางโทรทัศน์


ต้องบอกกันก่อนว่าในสมัยที่ผมยังเด็กอยู่นั้น เป็นช่วงที่ประเทศไทยเผชิญกับภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ ดังนั้นปัญหาตามแนวชายแดนจึงมีอยู่หลายจุดหลายพื้นที่ ภาพข่าวทางทีวีเกี่ยวกับรายการการกุศลส่งน้ำใจจาก "แนวหลัง" ไป "แนวหน้า" จึงมีเยอะมาก


จากข่าวสารบ้านเมืองในสมัยนั้น ทำให้คนไทยได้เห็นภาพทหารแขนขาด ขาขาด หรือทุพพลภาพจนชินตา ผมรู้สึกสงสารพวกเขาเหล่านั้นมาก ดูรายการแนวนี้ทีไรน้ำตามันไหลออกมาทุกที ผมรักทหารมากโดยไม่รู้อนาคตเลยว่าในที่สุดตัวเองก็ต้องมารับใช้ชาติด้วยการ เป็น "ทหาร"


ประสบการณ์หนึ่งที่อยากนำมาบอกเล่ากันก็คือ ประสบการณ์การปฏิบัติงานในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมเคยได้ลงไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่นี้เหมือนกับทหารอีกหลายๆ คน อยากบอกความรู้สึกกับทุกคนว่าครั้งแรกที่ลงไปก็กลัวเหมือนกัน เพราะไม่เคยเยี่ยมกรายไปแถวนั้นเลย แถมสถานการณ์ยังเป็นช่วงที่มีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นทุกวัน ทั้งยิงทั้งระเบิด แต่มีคำพูดหนึ่งที่ฝังอยู่ในจิตใจผมและคิดว่าทหารทุกคนก็เป็นเหมือนกันคือ "เราเป็นทหาร เป็นข้าของแผ่นดิน เราต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน" นี่แหละคือแรงขับดันอันสำคัญที่ทำให้ทหารทุกนายพร้อมลงไปปฏิบัติหน้าที่ด้วยความภาคภูมิใจ และความรักในสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์


ในระยะแรกที่ไปปฏิบัติงานอยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สิ่งที่ผมระลึกอยู่ในใจเสมอและเน้นย้ำกับผู้ใต้บังคับบัญชาตลอดเวลาก็คือ ต้องไม่ทำอะไรที่ไปสร้างเงื่อนไขให้ปัญหาที่มีอยู่ลุกลามไปมากกว่าเดิม เช่น ห้ามไปมีสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับหญิงมุสลิม อย่าพยายามปิดกั้นความรู้สึกนึกคิดของคนทั้งสองศาสนา หรือไปรีบสรุปว่าสิ่งใดผิด สิ่งใดถูก เป็นต้น


สำหรับความปลอดภัยของตัวเองนั้น เราต้องท่องเอาไว้ในใจเสมอว่า เราจะต้องไม่ประมาทแม้วินาทีเดียว มิฉะนั้นเราอาจไม่มีชีวิตกลับบ้านอีกเลย


ปัญหาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ผมขอเปรียบเทียบเหมือนกับ "ลูกโป่ง" ใน ลูกโป่งลูกกลมๆ มีสังคมซึ่งมีผู้คนมากหน้าหลายตาอาศัยอยู่ ลูกโป่งจะแตกหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ที่อยู่ในลูกโป่งเอง พูดกันตรงๆ ก็คือถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐในลูกโป่งไม่คอยเอาเข็มทิ่มแทง ไม่จุดไฟเพิ่มแก๊สในลูกโป่ง อย่างไรเสียลูกโป่งก็ไม่ระเบิด


ฉะนั้นถ้าทุกคนช่วยกัน อย่ามาอ้างเลยว่าเป็นปัญหาทางเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม เราลองคิดดีๆ เวลาเราเป็นลูกบ้านของใคร ถ้าเขาดูแลเราดี ทำให้เราอยู่ดีกินดีมีสุข เราจะไปก่อกวนสร้างปัญหาให้เขาหรือไม่ ปัจจุบันที่ลูกโป่งมันแตกโพละออกมา ก็เพราะว่าสังคมและสภาวะแวดล้อมภายในมันไม่น่าอยู่ คนข้างในถูกผู้ปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเอาเปรียบ ดูแลด้านสวัสดิการไม่ดี แต่ผู้ปกครองเองกลับอ้วนพี อย่างนี้ย่อมหนีไม่พ้นที่ลูกโป่งต้องระเบิดจนได้


และวันนี้มันก็ถึงจุดนั้นแล้วจริงๆ สุดท้ายแม้เราจะอยากชื่นชมลูกโป่งใบนั้นอีกเพียงใดก็ตาม มันก็ไม่สามารถเป่าให้กลับมาเหมือนเดิมได้อีกอย่างแน่นอน


สิ่งที่เราต้องกระทำต่อไปก็คือ "สร้างลูกโป่งใบใหม่"ให้เป็นลูกโป่งที่น่าอยู่ เปรียบเสมือนกับเราสร้างสังคมสิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่ บุคลากรทุกภาคส่วนมีประสิทธิภาพ เมื่อสังคมมันน่าอยู่ ใครล่ะจะไม่มาอยู่


แต่การจะทำเช่นนั้นได้ต้องวางแผนระยะยาว ต้องรีเอ็นจิเนียริ่ง (ยกเครื่อง) ใหม่ทั้งหมด ต้องส่งเสริมให้ได้คนดีเข้ามาปกครองบ้านเมือง ดูแลพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เด็กๆ จะปล่อยให้ไร้การศึกษาไม่ได้อีกต่อไป เนื่องจากที่ผ่านมาเราไม่ค่อยใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการศึกษาที่สอดคล้องกับ วิถีของท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม


สำหรับในภาพรวมของรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคง ผมขอเสนอว่า ถ้าอยากให้ปัญหาจบเร็วต้องคุยกับหัวหน้ากลุ่มผู้ก่อการ ทุกวันนี้เรามัวแต่กลัว เพราะคิดว่าเรามีศักดิ์ศรีมากกว่า ฝ่ายนั้นเป็นพวกโจรกระจอก ผมว่าเราตีค่าเขาต่ำเกินไป ศักยภาพในปัจจุบันเขามีมาก และปฏิบัติการอย่างเป็นระบบ มีการวางแผน มีเป้าหมายชัด แต่ฝ่ายความมั่นคงบ้านเรามักคิดว่า หากเปิดการเจรจา เท่ากับเรากำลังจะแพ้ ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะทุกความขัดแย้งบนโลกนี้ จบลงที่โต๊ะเจรจาทั้งนั้น


ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน เราละลายงบประมาณของชาติไปมากแล้ว การทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลไปอุดรูรั่วในระยะสั้นอาจพอช่วยได้ แต่ในระยะยาวไม่มีทาง นอกจากจะเดินตามแผนแม่บท (Roadmap) ที่เราช่วยกันสร้างขึ้นให้เกิดผลอย่างเป็นระบบดังที่กล่าวข้างต้นเท่านั้น คือต้องสร้างคน สร้างงาน และสร้างสังคมใหม่


ที่สำคัญคือใช้ "ใจ" แก้ปัญหา ไม่ใช่อาวุธ!

วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ปฏิบัติการสังหารหมู่ชาวมลายูมุสลิม.....ลอบเผาบ้านชาวไทยพุทธ


คอลัมน์ - วิพากษ์ชายแดนใต้

โดย – นูรฮิกมะฮ บินตี วันอิสมาเอล

ปฏิบัติการสังหารหมู่ชาวมลายูมุสลิม.....ลอบเผาบ้านชาวไทยพุทธ
ล้างร้าย......สงครามเชื้อชาติ


เหตุการณ์สังหารหมู่ชาวมลายูมุสลิมบ้านกะทอง.... กราดยิงในมัสยิดไอร์ปาแย..... ลอบสังหารครอบครัวอิหม่ามคอลอกาปะ กะพ้อ และเหตุการณ์ลอบเผาบ้านชาวไทยพุทธธารโต..... เผาวัดพรมประสิทธิ์..... สังหารแล้วเผาชาวไทยพุทธบ้านฮูแตยือลอ ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าปฏิบัติการดังกล่าวมุ่งร้ายเฉพาะหมู่ประชาชนมุสลิมหรือไม่ก็หมู่ชาวไทยพุทธ

เป็นเหมือนมุ่งประสงค์ต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์และเจาะจงศาสนาโดยใช้วิธีอุจอาจเพื่อเขย่าขวัญให้คนทั้งสองกลุ่มศาสนาเกิดความหวาดกลัวจนนำไปสู่ความระแหวงต่อกัน ระแหวงจนชาวมุสลิมไม่กล้าผ่านในหมู่บ้านไทยพุทธ และไทยพุทธไม่กล้าไปมาหาสู่คนมุสลิม

ยิ่งเป็นการเพิ่มความระแหวงของชาวมุสลิมต่อเจ้าหน้าที่รัฐกรณีเหตุการณ์ไอร์ปาแยและการลอบสังหารครอบครัวอิหม่านคอลอกาปะ ดูเหมือนไม่สามารถจัดการกับคนร้ายได้ แต่การสังหารชาวไทยพุทธที่ฮูแตยือลอไม่ทันข้ามวันผู้ที่ถูกอ้างว่าเป็นแกนนำอาร์เคเคก็ถูกออกหมายจับ

เมื่อสถานการณ์เปราะบางเช่นนี้ รัฐยังไปจัดตั้งกลุ่มกองกำลังป้องกันหมู่บ้านเพื่อฝึกการใช้อาวุธพร้อมมอบอาวุธให้ครอบครองในหมู่บ้านชาวไทยพุทธเพื่อหวังที่จะให้กองกำลังประชาชนชาวไทยพุทธดูแลตนเอง

เช่นนี้ทำให้ชาวมลายูมุสลิมสับสนว่าแท้จริงแล้วพวกเขาสามารถพึ่งใครได้ในยามที่พวกเขาต้องการการดูแลความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน และต้องการร้องทุกข์ของตนเอง เพราะหลักการปกครองของผู้ปกครองรัฐชาติ คือ 1.ต้องให้ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 2.ต้องให้ความยุติธรรม และ 3. จะต้องให้ความหวังและโอกาส

ยิ่งการเยียวยาและการดูแลจากฝ่ายรัฐที่ดูเหมือนจะไม่สมดุล ดังกรณีเหตุการณ์ฮูแตยือลอ เป็นการบังเอิญผู้เสียชีวิตเป็นญาติของเจ้าหน้าที่ศาลในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จนเจ้าหน้าที่ระดับสูงส่วนกลางต้องให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน แต่ญาติของอิหม่ามคอลอกาปะ ชนิดที่ต้องเป็น ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน กันอีกนาน

ดังนั้นอย่าให้ความต่างต้องให้การปกป้องที่ต่างกัน อย่าให้ความไม่เหมือนต้องให้การเยียวยาและดูแลคนละมาตรฐาน การให้ความคุ้มครอง การให้ความเป็นธรรม และการให้ความหวังและโอกาส ต่อประชาชน สองกลุ่มศาสนานี้ให้เท่าเทียมกันจะขจัดเงื่อนไขทางความรู้สึก แต่ในทางที่กลับกันหากการแก้ปัญหาด้วยความไม่จริงใจหรือไม่ยอมรับความเป็นประชาชนชาติพันธุ์มลายูก็จะเป็นการสร้างเงื่อนของความขัดแย้งโดยภาครัฐเอง

เป็นเงื่อนไขความขัดแย้งที่พร้อมจะผลัดประชาชนผู้ถูกผลกระทบจากเงื่อนไขดังกล่าวและประชาชนที่ไม่เห็นด้วยต่อการปกครองโดย แยกชาติพันธุ์แล้วปกครอง เป็นแนวร่วมมุมกลับกับขบวนการที่มองไม่เห็นที่ครั้งหนึ่งหน่วยข่าวของรัฐรายงานว่ามีกองกำลังรบ RKK อยู่ 3,000 คน และ แนวร่วมสนับสนุน 300,000 คน หรือว่ามันยังจะเพิ่มอีก

แต่หากว่าอนาคตเป็นเรื่องอย่างว่าแล้ว ทำไม่ผู้ทรงมีอำนาจไม่ใช้ใจแก้ปัญหาเสียตั้งแต่แรก

แปลก!

วันจันทร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2553

ข้อเท็จจริงเหตุการณ์สังหารสามีภรรยาโต๊ะอีหม่ามมัสยิดนูรูลฮูดา(บ้านกูวาลอกาปัส)


เมื่อ วันที่24 กันยายน 2553เวลา20.00 น.เกิดเหตุการณ์คนร้ายไม่ทราบจำนวนซุ่มยิงนายดอแม็ง ยีวาแต และนางกรือซง โต๊ะดา ซึ่งเป็นสองสามีภรรยา ถูกยิงเข้าที่ศรีษะและลำตัว เสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที นายดอแม็ง ยีวาแต เป็นอีหม่ามประจำมัสยิดนูรูลฮูดา บ้านปูลากาปัส ที่ ม.6 ต.กรุลูบี อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี หลังจากละหมาดอีซาเสร็จที่มัสยิดก็เดิมกลับบ้านมีคนร้ายไม่ทราบจำนวนประกบยิงเสียชีวิตทั้งสองคนอยู่หน้าบ้านตัวเอง
“ ฉันได้ตะโกนเรียก “แมะ” (แม่) แต่ไม่มีเสียงตอบรับจาก แมะ ทำให้ฉันต้องเดินลงไปดูข้างล่าง ทำให้เห็นสภาพ........”
นางสาวสือไฮลา ยีวาแต บุตรสาวของ นายดอแม็ง ยีวาแต โต๊ะอีหม่ามบ้านคอลอกาปาส์ พร้อมภรรยา นางกรือซง โต๊ะดา ที่ถูกคนร้ายซุ่มยิ่งจนเสียชีวิต
หลังเสร็จจากการทำพิธีละหมาดอีซา สองสามีภรรยา นายดอแม็ง และนางกรือซง ก็เดินเท้ากลับไปยังบ้าน ระยะทางเพียงประมาณ 100 เมตร แต่ห่างจากถนน ประมาณ 50 เมตร เสียงพูดคุยสนทนากันไม่ได้ดังมากนัก แต่เพราะความเงียบในหมู่บ้านทำให้เสียงสนทนาได้ยินมาถึงบ้านของทั้งสอง ซึ่งบุตรสาวกำลังรอทั้งคู่กลับมา

เสียงพูดคุย เงียบลง แต่ !!

เสียงดัง ของการกระทบกันของนกปืน กับลูกตะกั่ว ดัง ปัง ! ปัง ! ขึ้นมา หลายนัดติดต่อกัน

บุตรสาวคิดเพียงว่า เด็กอาจเล่นประทัด แถวๆ บ้าน

เลยตะโกนเรียก “แมะ” ผู้เป็นแม่ ดูว่า แกตกใจหรือไม่ เรียกหลายครั้ง แต่ไม่ได้ยินเสียงตอบกลับ จึงได้ถามเพื่อนบ้าน
เห็นแมะหรือเปล่า? ”
เพื่อนบ้าน “ก็เห็นเดินเท้ากลับมาพร้อมกัน เมื่อสักครู่ก็ได้ยินเสียงพูดคุย ฉันได้ตะโกนเรียก “แมะ” (แม่) แต่ไม่มีเสียงตอบรับจาก แมะ ทำให้ฉันต้องเดินลงไปดูข้างล่าง ทำให้เห็นสภาพ
เสียงดังของปืนหยุดลง

เธอวิ่งลงไปข้างล่าง เห็นสภาพของแมะ และอาเยาะ ล้มลงข้างบันได แมะหมดสติ แต่อาเยาะหายใจเหือกสุดท้าย เลยตะโกนขอให้คนช่วย

เธอ รอการช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านประมาณ 10 นาที เมื่อรถยนต์มาถึงจึงได้นำร่างทั้งสองนำขึ้นรถพาไปยังโรงพยาบาลกะพ้อ

ในขณะที่ยกร่างของแมะขึ้นมา ทำให้เลือดซึมผ่านผ้าละหมาดแสดงให้ทุกคนเห็นว่า ถูกกระสุนทะลุผ่านส่วนคอไปแล้ว และคร่าชีวิตผู้เป็นแมะของเธอไปแล้วคนหนึ่ง (อินนาลิลลาฮี วาอินนา อีลัย ฮีรอ ญีอูน)

ยังเหลืออีกชีวิต อาเยาะ คิดว่ายังมีลมหายใจอยู่ แต่ไปได้ไม่ไกล และไม่ทันรถพาไปถึงมือหมอ ลมหายใจก็สิ้นจบหมดลงไปบนรถเป็นรายต่อมา (อินนาลิลลาฮี วาอินนา อีลัย ฮีรอ ญีอูน)

รถพาร่างอันไร้วิญญาณ ของทั้งคู่ไปถึงโรงพยาบาล เมื่อแพทย์ทำการตรวจร่างกายเสร็จสิ้น เธอก็ได้พาร่างกลับไปยังบ้าน เพื่อทำพิธีตามหลักศาสนาอิสลาม
เวลา 20.30 น. พ.ต.อ.กล้าณรงค์ เผือกคุ้มกฤษ ผกก.สภ.กะพ้อ จ.ปัตตานี ได้รับแจ้งมีเหตุยิงกันมีผู้เสียชีวิต บนถนนภายในหมู่บ้านคอลอกะปะ ม. 6 ต.กรุบี รายงานให้ พล.ต.ต.พิเชษฐ์ ปิติเศรษฐพันธ์ ผบก. พร้อมนำกำลังไปที่เกิดเหตุ ไปถึงพบผู้เสียชีวิต 2 รายนอนตายจมกองเลือด ทราบชื่อ นายดอเม็ง ยีวาแต อายุ 59 ปี เป็นโต๊ะอีหม่าม อยู่บ้านเลขที่ 34 ม. 6 ต.กรุบี และ นางกรือซง โต๊ะดา อายุ 53 ปี ภรรยา ทั้งสองถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบชนิดเข้าลำตัว

สอบสวนก่อนเกิดเหตุทราบว่า ขณะที่ผู้ตายไปทำละหมาดที่มัสยิดภายในหมู่บ้าน เสร็จแล้วทั้งสองจึงได้เดินกลับบ้านพักซึ่งอยู่ห่างประมาณ 100 เมตร ปรากฏว่ามีคนร้ายไม่ทราบจำนวนซุ่มอยู่ข้างทางก่อนใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงจนเสียชีวิตทันที สาเหตุเชื่อเป็นการสร้างสถานการ

เวลา 20.30 น. พ.ต.อ.กล้าณรงค์ เผือกคุ้มกฤษ ผกก.สภ.กะพ้อ จ.ปัตตานี ได้รับแจ้งเหตุยิงกันตายบนถนนภายในหมู่บ้านคอลอกะปะ หมู่ 6 ต.กรุบี จึงรีบไปตรวจสอบพบศพผู้เสียชีวิต 2 ราย ทราบชื่อต่อมาคือ นายดอเม็ง ยีวาแต อายุ 59 ปี เป็นโต๊ะอิหม่าม อยู่บ้านเลขที่ 34 หมู่ 6 ต.กรุบี และนางกรือซง โต๊ะดา อายุ 53 ปี ภรรยา ทั้งสองถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบชนิดเข้าลำตัว

สอบสวนก่อนเกิดเหตุทราบว่า ขณะผู้ตายไปทำละหมาดที่มัสยิดภายในหมู่บ้าน เสร็จแล้วทั้งสองจึงเดินกลับบ้านซึ่งอยู่ห่างประมาณ 100 เมตร ปรากฏว่ามีคนร้ายไม่ทราบจำนวนซุ่มอยู่ข้างทาง แล้วใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงจนเสียชีวิตคาที่ คาดผู้ลงมือต้องการสร้างสถานการณ์ความไม่สงบ

การเสียชีวิตเป็นการลงมือของ....ผู้ใด ?
คาดว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ความไม่สงบ
ลูกชายอีกคนเดินทางกลับมาถึงบ้าน นายสุไฮมิง ยีวาแต กลับมาจากการไปเรียนกีตาบ ที่ปอเนาะพ่อมิ่ง หรือโรงเรียนวัฒนธรรมอิสลาม ต.พ่อมิ่ง อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี
เวลา 23.00 รถกลับมาถึงบ้าน ได้พาร่าง แมะ และอาเยาะของทั้งคู่กลับมา ทั้งคู่มองเห็น เจ้าหน้าที่ทหาร และตำรวจมากมายมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ

1 นาฬิกาเศษ ได้ทำพิธีละหมาดศพและฝั่งศพของทั้งสอง

ครอบครัว ยีวาแต หลงเหลือ 2 พี่น้อง นางสาวสือไฮลา ยีวาแต ปัจจุบันเป็นครูพี่เลี้ยง โรงเรียนบ้านบาโงมือแบ และนายสุไฮมิง ยีวาแต นักเรียนโรงเรียนวัฒนธรรมอิสลาม ต.พ่อมิ่ง อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี
เหลือเพียงพี่สาวที่ต้องใช้ชีวิตในบ้านหลังนี้เพียงคนเดียว เพราะน้องชายคงต้องไปเรียนต่อที่ปอเนาะพ่อมิ่ง
อาเยาะ เป็นโต๊ะอีหม่าม ที่เป็นที่เคารพรักของผู้คนในหมู่บ้านนี้ โต๊ะอีหม่ามและภรรยาทั้งสองท่าน ไม่เคยมีเรื่อง หรือความขัดแย้งกับใครเลย” ลูกสาวโต๊ะอีหม่าม กล่าวปิดท้าย ก่อนที่ ผู้ใหญ่บ้านจะพาเธอไปสถานีตำรวจภูธรกะพ้อ เพื่อแจ้งความ ในขณะที่ทางทีมผู้ช่วยทนายความกำลังสอบถามรายละเอียด
ข้อมูลเพิ่มเติม
- ได้เจอลูกกระสูนปืนห่างจากเกิดเหตุประมาณ 30 เมตร
- ได้ยินเสียงปืนประมาณ 5-6 นัด แล้วยังโดนบ้านข้างๆทะลุ สองนัด
ข้อมูลมาจาก
เครือข่ายส่งเสริมสิทธิและเข้าถึงความยุติธรรม (HAP)
สมาพันธ์นิสิตนักศึกษายะลา(สนย)
อาศาสมัครศูนย์ทนายความมุสลิม((Span)

วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

บันทึกจากลังกาวี ระดมปัญญาชนมุสลิมดับไฟใต้


บันทึกจากลังกาวี ระดมปัญญาชนมุสลิมดับไฟใต้

ช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จังหวัดปัตตานี ร่วมกับวิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เชิญปัญญาชนมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 70 คน ซึ่งประกอบด้วย ประธานคณะกรรมการอิสลามและกรรมการอิสลาม ดาโต๊ะยุติธรรม โต๊ะครูสถาบันศึกษาปอเนาะ ผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม โต๊ะอิหม่าม คณะอาจารย์จาก มอ.ปัตตานีและวิทยาลัยอิสลามยะลา ข้าราชการมุสลิม ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่โรงแรมซิตี้เบย์วิว เกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย ปัญหาและทางออกในการแก้ปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้น ซึ่งพวกเขาสะท้อนออกมาน่าสนใจยิ่ง

1.ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม

ปัญหาความไม่มั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ

ปัญหาซึ่งปัญญาชนมุสลิมที่เข้าร่วมประชุมสะท้อนออกมาได้แก่ ความไม่สมดุลของการใช้ทรัพยากร การขาดแหล่งเงินทุน แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชน ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขปัญหา ปัญหาว่างงาน ประชาชนขาดอาชีพ ไม่มีรายได้ ปัญหาที่ทำกินมีจำกัด ถูกนายทุนกว้านซื้อที่ดิน ขาดการพัฒนา

ข้อเสนอแนะ

ให้มีการจัดตั้งสภาเศรษฐกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศูนย์ข้อมูลสารสนเทศชายแดนใต้ สถาบันพัฒนานักธุรกิจมุสลิม กฎหมายเกี่ยวกับการบริจาคตามหลักศาสนา หรือพรบ.ซากาต รวมทั้งมีหน่วยงานหรือองค์กรกลั่นกรองสื่อ

ปัญหาด้านสังคม

ความไม่เป็นธรรมในสังคม ปัญหาความมีอคติ การยอมรับอัตลักษณ์มลายู ปัญหาความมั่นคง ปัญหาการจัดการข้อมูล ปัญหาที่ทำกิน ปัญหาความอ่อนแอของครอบครัว ชุมชน ปัญหาขาดการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาสังคม ปัญหาการบริโภคสื่อ ปัญหานโยบายไม่ถูกนำไปปฏิบัติ ปัญหาความหวาดระแวง

ข้อเสนอแนะ

สร้างสภาบันครอบครัวให้เข้มแข็ง โดยภาครัฐต้องไปให้ความรู้ รัฐต้องสนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน มีการตั้งมัจลีสฟัตวา(สภาวินิจฉัยเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม โดยปราชญ์ทางกฎหมายอิสลาม) รวมทั้งตั้งสภาซูรอ (สภาที่ปรึกษา )

2.ปัญหาด้านการศึกษา

ประเด็นสำคัญที่กล่าวถึงคือ ปัญหาคุณภาพสถานศึกษา ซึ่งการบริหารสถานศึกษาและการจัดการเรียนการสอนยังขาดคุณภาพ บางครั้งมีการเปลี่ยนปรับ คณะกรรมการบ่อย ครูผู้สอนขาดจิตสำนึกและจรรยาบรรณความเป็นครู หลักสูตรการเรียนการสอนไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชนมุสลิม

ข้อเสนอแนะ

รัฐ ควรตั้งหน่วยงานที่มี ระดับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง หรือผู้ช่วยรัฐมนตรี กำกับดูแลการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เฉพาะ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้มีหน่วยงานดูแลนักศึกษาไทยในต่างประเทศร่วมทั้งจัดสรรหาทุนการศึกษาแก่ นักเรียนจนจบการศึกษาจัดสัดส่วนของบุคลากรมุสลิมด้านการศึกษาในมีสัดส่วนที่ เหมาะสมและสอดคล้องกับจำนวนประชากรในพื้นที่

นอก จากนี้เสนอให้มีการจัดตั้งศูนย์บริหารกลางด้านการศึกษา จัดสรรตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาให้สอดคล้องกับอัตราส่วนของคนในพื้นที่ รวมทั้งจัดหลักสูตรให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมวิถีชุมชนในพื้นที่ คัดผู้บริหารทางการศึกษาและครูผู้สอนโดยเน้นคุณภาพ ในทุกด้าน ตลอดจนจรรยาบรรณวิชาชีพครู

ปัญหาความสัมพันธ์ สถานศึกษากับชุมชน

เป็นปัญหาซึ่งเกิดจากการที่ชุมชนขาดความไว้วางใจในสถานศึกษาของรัฐ ซึ่งเป็นผลจากการบริหารหลักสูตรไม่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน

ทางออก คือจะต้องสร้างความไว้วางใจระหว่างสถนศึกษากับชุมชนโดยให้ชุมชนเข้ามามีส่วน ร่วมในสถานศึกษามากขึ้น จัดสรรทุนการศึกษาจนจบการศึกษาแล้วกลับมาปฏิบัติงานในชุมชน รวมทั้งการคัดเลือกบุคลากรในท้องถิ่นที่มีคุณภาพ

ส่วนปัญหาภาคประชาชนขาดจิตสำนึกด้านการศึกษา จะต้องปลูกจิตสำนึกให้รักการศึกษา และให้ประชาชนมีส่วนรวมในด้านการศึกษามากขึ้น

3.ปัญหาการเมืองการปกครองและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้ารัฐ

เจ้าหน้าที่รัฐไม่เข้าใจพื้นที่

ข้อเสนอแนะจากวงประชุมคือ รัฐควรตรวจสอบ (Screen) บุคลากรที่จะส่งเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่

1.ให้เป็นบุคคลในพื้นที่เพราะอย่างน้อยที่สุดคนในพื้นที่ย่อมเข้าใจพื้นฐานของคนมลายู

2.ถ้าเป็นบุคคลจากภายนอกต้องผ่านการประเมิน การตรวจสอบจากคณะทำงานที่จะมีขึ้นในข้อ 4

3.รัฐไม่ควรสร้างความคิดผิดๆว่าพื้นที่ 3 จังหวัดเป็นประหนึ่งบันไดขั้นแรกที่บุคลากรของรัฐใช้ไต่เพื่อการก้าวสู่ ตำแหน่งที่สูงกว่า เมื่อได้ตำแหน่งที่ดีแล้วก็ย้ายออก การเข้ามารับราชการของข้าราชการเหล่านั้นมักขาดจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อ หน้าที่เพราะไม่ได้เข้ามาด้วยความจริงใจและตั้งใจที่จะดูแลความทุกข์สุขของ ประชาชน

4.รัฐต้องคัดเลือกตรวจสอบ (X-Ray) บุคลากรของรัฐในพื้นที่ให้มีความเหมาะสม และต้องเป็นบุคคลที่มีจริยธรรมและคุณธรรมเป็นที่ตั้ง

ปัญหาอื่นๆ ที่นำเสนอคือ การนำนโยบายเสริมสร้างสันติสุข 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และความมั่นคงไปสู่การปฏิบัติของเจ้าหน้ารัฐยังไม่เหมาะ สมและขาดเอกภาพ รัฐไม่ส่งเสริม/สนับสนุนให้ประชาชนแต่ละเชื้อชาติรักษาอัตลักษณ์ (ชาติพันธ์มลายู ภาษา ค่านิยมและวิถีชีวิตชุมชน-ศาสนา) รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐขาดเอกภาพคือต่างหน่วยงานต่างทำงานโดยไม่บูรณาการ

ข้อเสนอแนะ

ให้มี กฎหมายเฉพาะกำกับนโยบายให้สอดคล้องกับพื้นที่พิเศษ รัฐต้องให้โอกาสประชาชนในท้องถิ่นในการที่จะอนุรักษ์อัตตลักษณ์ท้องถิ่น ชาติพันธ์มลายู ภาษา ค่านิยม และวิถีชีวิตชุมชนโดยรัฐเป็นผู้สนับสนุน เจ้าหน้าทีควรทำงานโดยยึดหลักการประสานเป็นหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาได้อย่างมี ประสิทธิภาพและประสิทธิผล

สำหรับปัญหา เจ้าหน้าทีที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยส่วนใหญ่เป็นคนนอกพื้นที่ไม่สอดคล้องกับอัตราสัดส่วน ของคนในพื้น รัฐต้องดำเนินการให้คนในพื้นที่มีโอกาสเข้ามาปฏิบัติราชการในพื้นที่ให้มาก ที่สุดโดยจะต้องยืดหยุนในระเบียบกฏเกณฑ์ราชการบางอย่างหรือกำหนดระเบียบขึ้น มาเฉพาะสำหรับการบริหารงานบุคคล รวมทั้งกำหนดยุทธศาสตร์ด้านบุคลากรของรัฐให้มีความเหมาะสมตามอัตราส่วน เน้นบุคคลในพื้นที่

ปัญหาผู้กำหนดนโยบายในแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้งใน ปัญหา ความต้องการ และความจำเป็นของประชาชน จะต้องให้มีคณะกรรมการด้านการกำหนดนโยบายที่มาจากทุกภาคส่วนในอัตราที่เหมาะ สมทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน ร่วมถึงองค์กรศาสนา ภาคการเมือง ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจในพื้นที่ คณะบริหารดังกล่าว ต้องประกอบด้วยบุคคลหลากหลายในพื้นที่

ปัญหาเหตุร้ายรายวัน ไม่สามารถจับผู้กระทำผิด ซึ่งด้านลบที่สะท้อนให้เห็นคือ รัฐไม่สามารถคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งข้อมูล ข้อเท็จจริง รวมทั้งข่าวลือ ว่าการเสียชีวิตของประชาชนในพื้นที่ส่วนหนึ่งมาจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ (จากงานวิจัยของ ดร.ศรีสมภพ จิตต์รมศรี มอ.ปัตตานี) หรือจากกลุ่มก่อความไม่สงบ จากปัญหาส่วนตัวและยาเสพติด ประชาชนส่วนใหญ่ไม่รู้ข้อมูลที่แท้จริง ทำให้มีการบิดเบือนข้อมูล การเกิดข่าวลือต่างๆจนเกิดความหวาดกลัว หวาดผวา

ข้อเสนอแนะ

1.ให้มีการจัดระบบข้อมูลที่ถูกต้อง ตรวจสอบได้ ประชาสัมพันธ์เปิดเผยในส่วนที่จำเป็นให้ประชาชนทราบ

2.รัฐควรศึกษาโครงสร้างขบวนการก่อความไม่สงบ พร้อมหาแนวทางสลาย

3.คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดและผู้รู้ (อูลามาอฺ) ใน 3 จังหวัดภาคใต้ทำการชี้แจ้งหลักการศาสนาที่ถูกต้องโดยอาศัยเครื่อข่ายอิหม่าม ประจำมัสยิด กำนันผู้ใหญ่บ้าน และเผยแพร่ทางเอกสาร

4.หากเกรงว่าคำชี้แจ้งจะไม่มีน้ำหนักพอก็ให้ประสานความร่วมมือกับองค์กร ศาสนาหรือปราชญ์มุสลิมในโลกมุสลิมเพื่อมีส่วนร่วมในการสร้างความเข้าใจที่ ถูกต้องกับประชาชน

4.ปัญหาด้านศาสนา ภาษาและวัฒนธรรม

“ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่เรียกร้องความสันติสุขและการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสมานฉันท์บนพื้นฐานความถูกต้องและความเป็นธรรม” คำกล่าวที่หยิบยกขึ้นมาของบรรดาปัญญาชนกลุ่มนี้ แสดงให้เห็นถึงจุดมุ่งหมายของพวกเขา

สาเหตุด้านศาสนา

-รัฐไม่มีความจริงใจในการสนับสนุนให้มุสลิมปฏิบัติตามหลักการของศาสนาอิสลาม ยกตัวอย่างเช่นรัฐสร้างอาคารที่ทำการหรือที่ทำงานใหญ่โต แต่ไม่คำนึงถึงการสร้างห้องปฏิบัติการศาสนกิจ ไม่มีปรากฏอยู่ในแปลนอาคาร ตรงจุดนี้ก็แสดงให้เห็นว่ารัฐยังไม่เข้าใจความต้องการพื้นฐานด้านศาสนาอิส ลามอย่างแท้จริง เรื่องอาหารฮาลาลก็เช่นกันเวลามีการสัมมนาร่วมกับผู้หลักผู้ใหญ่หรือสัมมนา ร่วมกับชาวไทยที่นับถือศาสนาอื่น โดยเฉพาะนอกพื้นที่สามจังหวัดมักจะมีปัญหาด้านอาหารการกินโดยผู้จัดมักจะ บอกว่าอาหารสากลไม่มีหมูมุสลิมทานได้ จนทำให้พี่น้องมุสลิมต้องออกไปกินอาหารที่ร้านอาหารมุสลิมเป็นประจำ เรื่องเล็กๆ น้อยรัฐก็ทำไม่ได้

-รัฐมีนโยบายไม่ชัดเจนและไม่แน่นอนเกี่ยวกับศาสนาอิสลามจึงทำให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

ข้อเสนอแนะ

-รัฐต้องสนับสนุนให้มุสลิมได้ปฏิบัติตามหลักการของศาสนาอิสลามอย่างแท้จริง เช่นการแต่งกายตามหลักศาสนาบัญญัติ สร้างที่ละหมาดตามสถานที่ราชการ มีอาหารฮาลาลในทุกครั้งที่การสัมมนาร่วมกับมุสลิม

-ให้มีองค์กรศาสนาอิสลามที่เข้ามาแก้ไขปัญหาโดยมีกฎหมายรองรับ เช่นสภาซูรอ

-รัฐต้องเปิดโอกาสให้อูลามาอฺ (ผู้รู้) ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีส่วนร่วมในการตอบปัญหาศาสนาร่วมกับสำนักจุฬาราชมนตรี

-รัฐต้องทำคู่มือสำหรับข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดให้เข้าใจในพิธีกรรมต่างๆ ที่ไม่ขัดกับหลักศาสนาอิสลาม

-แนวทางแก้ปัญหาด้านศาสนาในเรื่องการชี้ขาดเรื่อง ญิฮาด เองตามชะฮีด การอาบน้ำศพหรือไม่ ในสถานการณ์ปัจจุบันซึ่งอยู่ในสถานการณ์ซึ่งไม่ปกติ จำเป็นต้องเป็นคณะกรรมการที่มีกฎหมายรองรับอย่างถูกต้อง คือสำนักจุฬาราชมนตรี

-การชี้ขาดปัญหาดังกล่าวเป็นหน้าที่ศาล แต่ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีศาลชารีอะฮ์

ปัญหาด้านภาษามลายู

ซึ่งส่วนใหญ่เห็นว่ารัฐยังไม่ส่งเสริมการใช้ภาษามลายูท้องถิ่นเท่าที่ควร เจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษามลายู

ข้อเสนอแนะ

ให้มีนโยบายที่ชัดเจนในการอนุรักษ์และสนับสนุนภาษามลายูท้องถิ่น เช่นให้มีองค์กรภาษามลายู (Dewan Bahasa Melayu) มาตรการที่ผ่านมารัฐได้กำหนดทิศทางที่ถูกต้องแล้ว แต่เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างจริงจังจริงใจและต่อเนื่อง รัฐต้องสนับสนุนให้มีองค์กรภาษามลายูให้ชัดเจนและเป็นรูปธรรม รวมทั้งส่งเสริมให้ข้าราชการสามารถลื่อสารด้วยภาษามลายู

ปัญหาด้านวัฒนธรรม

-รัฐยังไม่เข้าใจระหว่างวัฒนธรรมอิสลามกับประเพณีท้องถิ่น เช่นประเพณีหรือพิธีกรรมใดขัดกับหลักการอิสลาม ประเพณีหรือพิธีกรรมใดที่ขัดกับหลักการอิสลามมุสลิมไม่สามารถปฏิบัติได้ แต่เจ้าหน้าที่รัฐยังเชิญชวนกึ่งบังคับให้ชาวมุสลิมไปร่วม

-รัฐพยายามส่งเสริมประเพณีและวัฒนธรรมที่ขัดกับหลักศาสนาอิสลาม

ข้อเสนอแนะ

-รัฐต้องสนับสนุนวัฒนธรรมที่ดีของอิสลาม เช่นวัฒนธรรมการแต่งฮิญาบของสตรี วัฒนธรรมการเข้าสุนัตหมู่ (การขลิบอวัยวะเพศชาย) วัฒนธรรมการแต่งงาน เป็นต้น

-ประเพณีที่ขัดแย้งกับหลักการศาสนาอิสลามรัฐต้องไม่สนับสนุนหรือบีบบังคับ ให้ชาวมุสลิมไปร่วม เพราะเป็นการกระทำผิดต่อหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม เช่นประเพณีที่มีพิธีกรรมการตั้งภาคีกับอัลลอฮ ประเพณีลอยกระทง ประเพณีที่มีการกราบไหว้วัตถุ เป็นต้น

นี่คือบทสรุปโดยย่อของการประชุมเชิงปฎิบัติการปัญญาชนมุสลิมจากเกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย ทุกหัวข้อบทสรุปคือวิธีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง อันเป็นพื้นฐานปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ซัยยิด กุฎบฺ นักคิดและนักปฏิวัติในการรื้อฟื้นอิสลาม


ซัยยิด กุฎบฺ นักคิดและนักปฏิวัติในการรื้อฟื้นอิสลาม

โดย Ahmed El-Kadi, MD
อบู ฟิตยะฮฺ แปลและเรียบเรียง

ซัยยิด กุฎบฺ แกน นำของญะมาอะฮฺอิควาน อัล มุสลิมูน(ขบวนการภราดรภาพมุสลิม) เป็นผู้ที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อคนหนุ่มสาวมุสลิมอาหรับในช่วงปลายทศวรรษที่ 60 นัก เขียนตะวันตกในยุคปัจจุบันต่างมีความเห็นว่าท่านคือหนึ่งในสองของผู้มี อิทธิพลสูงสุดต่อนักคิดมุสลิมในศตวรรษนี้ อีกท่านหนึ่งนั้นคือ ซัยยิด อบุล อะอฺลา อัล เมาดูดียฺ

งานเขียนของซัยยิด กุฎบฺ ก่อน ปี 1951 มีลักษณะไปทาง “นักศีลธรรม” หลังจากที่ท่านได้ศึกษาแนวคิดของซัยยิด เมาดูดีย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสำคัญในประเด็นที่ว่า อิสลามคือระบอบชีวิตที่สมบูรณ์ และ การสถาปนากฎหมายของอัลลอฮฺขึ้นบนโลกนี้เป็นภาระหน้าที่ที่สำคัญยิ่งของบรรดามุสลิม ได้เปลี่ยนแปลงท่านสู่ลักษณะแบบ “นักปฏิวัติ”

การใช้ชีวิตอยู่ชั่วคราว 2 ปี ( 1948 – 1950 ) ในสหรัฐอเมริกาของท่าน ได้เปิดโลกทัศน์ให้ท่านได้เห็นถึงความเลวร้ายของวัฒนธรรมตะวันตกและอุดมการณ์ที่ไม่ ใช่อิสลามทั้งหลาย

หลังจากการเดินทางกลับสู่อียิปต์ ซัยยิด กุฎบฺได้ลาออกจากงานในกรมการศึกษา และอุทิศตัวของท่านเพื่ออุดมการณ์ที่จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทั้งระบบ อุดมการณ์ของอิควานมีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้นเมื่อท่าน ซึ่งถูกจองจำอยู่ในห้องขัง ท่านได้เขียนหนังสือปรับปรุงแนวคิด ความใฝ่ฝันของ อัช ชะฮีด ฮะซัน อัล บันนา ซึ่งปรารถนาจะสถาปนารัฐอิสลามขึ้นในอียิปต์หลังจากที่ได้ทำให้ชาติแปรเปลี่ยนสู่อิสลามทั่วทุกด้านแล้ว ซัยยิด กุฎ บฺ กลับเสนอทัศนะว่าอันดับแรกนั้นแนวหน้าของการปฏิวัติจะต้องสถาปนารัฐอิสลามขึ้นก่อน ต่อจากนั้นถึงกำหนดโครงการเปลี่ยนสังคมอิยิปต์ – ที่หันเหไปสู่อุดมการณ์ชาตินิยมอาหรับ - ให้กลายเป็นสังคมอิสลาม Sample Imageช่วงระยะเวลา 11 ปี หลังกำแพงคุกเปิดโอกาสให้ซัยยิด กุฎบฺ ได้ยืนยันสิ่งที่ท่าน ประจักษ์แก่ใจจากงานเขียนของเมาดูดีย์ และนั้นนำไปสู่คำสั่ง ประหารชีวิตของท่านจากรัฐบาลเซคคิวลาร์นัสเซอร์ ในข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริง

นอกเหนือจากท่านนบี มุฮัมมัดแล้ว บุคคลร่วมสมัยซึ่งมีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงต่อ ข้าพเจ้าคือ บิดาของข้าพเจ้า ,อิมาม ฮะซัน อัล บันนา , และซัยยิด กุฎบฺ หนังสืออิสลามสองเล่มแรกซึ่งข้าพเจ้าได้ศึกษาในวัยหนุ่มคือ “ดิรอสาต อิสลามิยะฮฺ” (การศึกษาในอิสลามหรือการเรียนรู้ในอิสลาม ) และ อัล อดาละฮฺ อัล อิจญติมาอียะฮฺ ฟิล อิส ลาม (สังคมแห่งความยุติธรรมในอิสลาม )ซึ่งทั้งสองเล่มนี้เขียนโดย ซัยยิด กุฎบฺ ถึง แม้ว่าข้าพเจ้าจะไม่เคยได้พบหรือเห็นซัยยิด กุฎบฺ แต่ข้าพเจ้าก็รู้จักท่าน(เช่นเดียวกับมุสลิมส่วนใหญ่ในสนามการทำงานอิสลาม) ผ่านหนังสือมากมายของท่าน ดังเช่นสองเล่มซึ่งได้กล่าวมาแล้ว ตัฟซีร อัล กุรอาน อันยิ่งใหญ่ของท่าน ฟี ซิลาลิล กุรอาน( ใต้ร่มเงาอัลกุรอาน )และหนังสือเล่มอื่นๆ อีกมากมาย

ซัยยิด กุฎบฺ ถือกำเนิดเมื่อ 8 ตุลาคม1906 ใน หมู่บ้านโมชา แคว้นโคฮา จังหวัดอาสยูต ในอียิปต์ ท่าน เข้าเรียนโรงเรียนประถมของโมชาเมื่อปี 1912 และจบในปี 1918 ท่าน ต้องหยุดเรียน 2 ปีเนื่องจากการปฏิวัติปี 1919 บิดา ของท่านคือ ฮัจญฺ กุฏบฺ อิบนุ อิบรอฮีม ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นผู้เคร่งครัดศาสนาในหมู่บ้าน และมารดาของท่านก็เป็นสตรีผู้ยึดมั่นอย่างมั่นคงในศาสนา จากครอบครัวที่มีชื่อเสียง เป็นผู้ซึ่งคอยห่วงใยตัวท่านและ น้องสาวทั้งสองของท่าน ฮามิดะฮฺและอามินะฮฺ และน้องชายของ ท่านมุฮัมมัด

หลังจากจบ ชั้นประถมในโมชาแล้ว ซัยยิด กุฎบฺ ได้ย้ายไปศึกษาต่อยังไคโร ซึ่งท่านได้อาศัยอยู่กับอาของท่าน อะฮฺมัด ฮุซเซน อุสมาน ในปี 1920 ขณะ ที่ท่านอายุได้ 14 ปี และที่สำคัญท่านจดจำอัล กุรอานได้ทั้งเล่มตั้งแต่ท่านอายุได้ประมาณ 10 ขวบ ใน หมู่บ้านของท่าน ท่านสูญเสียบิดาของท่านขณะที่ท่านอยู่ที่ไคโร ท่าน จึงได้โน้มน้าวให้มารดาของท่านย้ายมาอยู่กับท่านที่ไคโรซึ่งเป็นที่ที่นาง เสียชีวิตในปี 1940

หลังจากการเสียชีวิตของมารดา ซัยยิด กุฎบฺ ได้ถ่ายทอดความรู้สึกอ้างว้าง ของท่านในบทความหลายชิ้น( อุมมะฮฺ: มารดาของฉัน )ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือ “ Atatiaf Al arbaa ”(ประทีปทั้ง 4) ซึ่ง น้องสาว น้องชายและท่านร่วมกันเขียน

ที่ไคโร ท่านซัยยิด กุฎบฺ สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยม และสมัครเข้าเรียนต่อวิทยาลัยครู ในดารุลอูลูม ในปี 1929 ใน ปี 1939 ท่านสอบผ่านเป็นครูภาษาอาหรับและได้รับปริญญาตรี ศิลปศาสตร์ หลังจากนั้นจึงเข้าทำงานในกระทรวงการศึกษา ไม่นานนัก( ประมาณ 6 ปี ) ท่านก็ออกจากการเป็นครูในกระทรวงการศึกษาและทุ่มเทเวลาสำหรับงานเขียนอิสระ ปัจจัย หนึ่งซึ่งชักจูงให้ท่านลาออกจากงานสอนคือความเห็นที่ไม่ตรงกันกับกระทรวงการ ศึกษาและเพื่อนร่วมงานจำนวนมากเกี่ยวกับปรัชญาการศึกษาและทัศนคติของท่านที่ มีต่องานวรรณกรรม

ช่วงเวลาจากปี 1939 ถึงปี 1951 เป็นช่วงที่งานเขียนของซัยยิด กุฎบฺ เปลี่ยนแปลงไปสู่อุดมการณ์อิสลามอย่างชัดเจน ท่านได้เขียนบทความหลายชิ้นเกี่ยวกับเรื่องความงดงามของถ้อยคำจากอัลกุรอาน ดังเช่นหนังสือสองเล่มของท่านคือ “ ถ้อยคำอันวิจิตงดงามของอัลกุรอาน ” และ “ภาพที่ปรากฏในวันแห่งการตัดสิน ” ใน ปี 1948 หนังสือของท่านเรื่อง “ สังคมแห่งความยุติธรรมในอิสลาม” ได้ ถูกตีพิมพ์ ซึ่งท่านได้กล่าวไว้อย่างไม่อาจโต้แย้งได้ว่า ความยุติธรรมของสังคมที่แท้จริงนั้นจะเกิดขึ้นได้จริงในอิสลามเท่านั้น

ในเดือนพฤศจิกายน ปี 1948 ท่าน เดินทางไปศึกษาต่อในหลักสูตรเกี่ยวกับการศึกษาที่สหรัฐอเมริกา ท่านใช้เวลาสองปีครึ่งในวอชิงตัน ดี.ซี. และแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นที่ที่ท่านได้ประจักษ์ถึงทัศนคติเชิงวัตถุนิยมและการขาดแคลนจิตวิญญาณในงานวรรณกรรม

ท่านหยุดการศึกษาในสหรัฐอเมริกาลงอย่างกะทันหันและกลับสู่อียิปต์ในเดือนสิงหาคม ปี 1950 ซัยยิด กุฎบฺ เริ่มงานด้วยการเป็นอาจารย์ และผู้ตรวจการในกระทรวงการศึกษาอีกครั้ง ก่อนที่ท่านจะลาออกในเดือนตุลาคม ปี 1952 (อีกครั้งหนึ่งเนื่องจากปรัชญาที่ขัดแย้งกันกับรัฐมนตรีการศึกษาและเพื่อนร่วมงานจำนวนมาก )

ช่วงเวลาจากปี 1951 ถึSample Imageงปี 1965 เป็น ช่วงที่ ซัยยิด กุฎบฺ เข้าร่วมกับขบวนการอิควาน(ภราดรภาพมุสลิม) ความคิดของท่านชัดเจนมากในเรื่องความ เชื่อผิดๆที่มีอยู่มากมายเกี่ยวกับความไม่ยุติธรรมทางสังคม การ เมือง เศรษฐกิจที่มีอยู่โดยทั่วไป และความจำเป็นในการฟื้นฟู อิสลาม และ ท่านได้เป็นหัวหน้าบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ของอิควาน ในช่วงเวลานี้หนังสือของท่านหลายเล่มได้ถูกเขียนขึ้นตามแนวคิดอิสลามซึ่ง เป็นแนวทางที่สมบูรณ์แบบของชีวิต ท่านถูกจับกุมเมื่ออิควาน ถูกกล่าวหาว่ามีความผิดในความพยายามที่จะโค่นล้มรัฐบาลในปี 1954 และ ถูกพิพากษาจำคุก 15 ปีพร้อมกับต้องทำงานอย่างหนัก ท่านถูกจองจำอยู่ในคุกที่ Jarah ใกล้ๆ ไคโร เป็น เวลา 10 ปี ต่อมาด้วยปัญหาสุขภาพของท่าน ท่านได้รับอิสรภาพเนื่องจากคำขอร้องของประธานาธิบดีอิรัค อับดุล สลาม อรีฟ

ในปี 1965 ท่าน ได้ตีพิมพ์หนังสือที่มีชื่อเสียงของท่านคือ " Mallem Fittareek (หลักชัยอิสลาม) " ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านถูกจับกุมอีกครั้งหนึ่งด้วยข้อหาว่าลอบวางแผนการร้ายเพื่อต่อต้านประธานาธิบดีอียิปต์ อับดุล นัสเซอร์ ท่านถูกพิจารณาคดีในศาลและต้องคำพิพากษาให้ประหารชีวิต ก็ด้วยงานเขียนของท่านในหนังสือเล่มนี้เอง ประเทศมุสลิมทั้งหลายต่างวิพากวิจารณ์คัดค้านประท้วงและอุทธรณ์ต่อประธานาธิบดี อับดุล นัสเซอร์ เพื่ออภัยโทษแก่ท่าน แม้จะมีการ ประท้วงและข้อคัดค้านในประเทศมุสลิมมากมายเพียงใดก็ตามซัยยิด กุฎบฺ ก็ถูกประหารโดยการแขวนคอในวันที่ 29 สิงหาคม ปี 1966

แม้ว่าท่านจะจากไปแล้วแต่ท่านได้ทิ้งหนังสือไว้ทั้งหมด 24 เล่ม ซึ่ง ประกอบด้วย นวนิยาย , คำวิจารณ์วรรณกรรม ,หนังสือเกี่ยวกับการศึกษาทั้งของเด็กๆ และผู้ใหญ่และหนังสือศาสนาซึ่งรวมทั้งอรรถาธิบายอัล กุรอาน 30 ยุซ

ซัยยิด กุฏุบฺ จะ คงอยู่ในความทรงจำตลอดไปด้วยมรดกแห่งความศรัทธาอันมั่นคงของท่านที่มีต่อ เอกภาพและความเกรียงไกรของอัลลอฮฺ ความแตกต่างที่แจ่มชัดระหว่างศรัทธาบริสุทธิ์กับการตั้งภาคีต่อพระองค์ทั้ง ที่เปิดเผยและที่ซ่อนเร้น และความหวังสำหรับการให้อภัยความผิดของมนุษยชาติ

ซัยยิด กุฏุบฺ ยังยิ้มแย้มเมื่อถูกประหารเป็นรอยยิ้มแห่งความเชื่อมั่นของชีวิตที่งดงามในสวรรค์ ชีวิตนิรันดร์ซึ่งสมควรอย่างยิ่งแล้วที่ท่านจะได้รับ
............................

วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ประวัติศาสตร์ปัตตานี-ฮอลันดา-สยามที่รัฐบาลในอดีตทำพลาดไป จะส่งผลร้ายแรงนำไปฟ้องต่อเวทีโลกเพื่อนำไปสู่การไม่ยอมรับ


ประวัติศาสตร์ปัตตานี-ฮอลันดา-สยามที่รัฐบาลในอดีตทำพลาดไป จะส่งผลร้ายแรงนำไปฟ้องต่อเวทีโลกเพื่อนำไปสู่การไม่ยอมรับ
ศ.ครองชัย หัตถา หัวหน้าภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี ช่วยเสนอแนะประเด็นประวัติศาสตร์ที่อาจนำไปสู่สันติภาพในพื้นที่

ผมมอง 4 อย่างด้วยกัน คือ 1.ประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นพื้นที่เคยต้องห้าม ถูกรัฐเพ่งเล็ง หรือเก็บออกไปจากแผน เช่น งานเขียนสมัยของ อาจารย์อับดุลเลาะห์ ลอแม เป็นหนังสือที่ถูกราชการห้ามจำหน่าย ทำให้เราไม่มีองค์ความรู้ที่จะเข้าใจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะฉะนั้นมาถึงวันนี้ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นทั่วประเทศ ทุกภูมิภาคต้องช่วยกันสร้างองค์ความรู้ขึ้นมา

2.เร่งจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นเพื่อให้ครูอาจารย์ได้มีหนังสือสอน มีคู่มือนำไปใช้ เพราะขณะนี้หลักสูตรท้องถิ่นที่ว่าด้วยประวัติศาสตร์ชายแดนภาคใต้ที่ทุกฝ่ายยอมรับยังไม่มี ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการสั่งชัดเจนว่าต้องสอน คำถามก็คือแล้วครูสอนจะอะไร สอนอย่างไร เป้าหมายการสอนคืออะไร เมื่อแต่ละคนสอนตามที่ตัวเองถนัด หรือคนที่รู้สึกอึดอัด เก็บกดอยู่ เขาก็สอนประเด็นที่เป็นความขัดแย้งกับรัฐ คนที่เป็นครูกลางๆ ที่มาจากตอนบนก็จะสอนเรื่องประวัติศาสตร์ไทย เมื่อเด็กและครูมาคุยกัน จะต่อประเด็นประวัติศาสตร์ไม่ค่อยได้ เพราะพื้นฐานที่มามันต่างกัน

3.รัฐจะต้องบูรณะพัฒนาแหล่งโบราณคดีต่างๆ ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เท่าเทียมกับการดูแลบูรณะเมืองโบราณอื่นๆ ของประเทศไทย เช่น อยุธยา สุโขทัย บ้านเชียง เพราะแหล่งโบราณคดีที่เก่าแก่ร่วมสมัยกับบ้านเชียงก็จะมีแถวท่าสาป (อำเภอเมือง จ.ยะลา ) ส่วนเมืองโบราณยะรังอายุก็พอๆ กับสมัยศรีวิชัย ในขณะที่ภาคอื่นๆ มีโครงการศึกษากันเยอะ แต่ปัตตานีและยะลาไม่ค่อยมีโครงการ ฉะนั้นในเชิงของการบูรณะ พัฒนา ขุดค้นหาความรู้และความจริงเกี่ยวกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในมิติของประวัติศาสตร์และโบราณคดีต้องทำให้มากยิ่งขึ้น

4.ต้องมีการนำสนอข้อมูลประวัติศาสตร์และจัดแสดงเผยแพร่ ควรจะมีพิพิธภัณฑ์เมือง หรือศูนย์การเรียนรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ ขณะนี้คำถามก็คือว่าเมื่อเราต้องการจะไปแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เราไปที่ไหน คำตอบก็คือยังไม่มี ต้องดูเป็นชิ้นๆ ไป แล้วก็ต่อกันไม่ได้

ความจริงประวัติศาสตร์ปัตตานีมีตัวตนของเขาอยู่ เพียงแต่ว่าฝ่ายรัฐจะต้องเปิดใจยอมรับประวัติศาสตร์ที่จะเขียนขึ้นจากท้องถิ่นที่มีความเจริญมาก่อน ซึ่งแนวทาง 4 ข้อทั้งหมดถ้าทำได้จะเพิ่มความเข้าใจ ลดความขัดแย้งได้ แต่ที่เป็นอยู่มันไม่ได้เข้าใจมากขึ้น เพราะข้อเสนอ 4 ข้อที่ผมว่ามันไม่เกิดสักข้อ ทุกอย่างยังอยู่แบบอึมครึม

โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา

วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Pembongkaran yang disembunyikan oleh Yahudi mengenai ADOLF HITLER selama ini‏


Penghormatanku kepada lelaki agung, Adolf Hitler, semoga ada sepertinya di zaman ini...



Aku berbual dengan seorang ahli keluarga yang sedang menamatkan tesis PhD beliau dan aku amat terperanjat apabila beliau nyatakan tesis beliau berkaitan Adolf Hitler, pemimpin Nazi. Maka aku katakan "Takkan dah habis semua tokoh Islam di dunia ini sampai kamu memilih si bodoh ini dijadikan tajuk?"

Beliau ketawa lalu bertanya apa yang aku ketahui tentang Hitler.

Aku lalu menjawab bahawa Hitler seorang pembunuh yang membunuh secara berleluasa dan meletakkan German mengatasi segala-galanya. ..lalu dia bertanya dari mana sumber aku. Aku menjawab sumberku dari TV pastinya.

Lalu dia berkata : " Baiklah, pihak British telah melakukan lebih dahsyat dari itu...pihak Jepun semasa zaman Emperor mereka juga sama...tapi kenapa dunia hanya menghukum Hitler dan meletakkan kesalahan malahan memburukkan nama Nazi seolah-olah Nazi masih wujud hari ini sedangkan mereka melupakan kesalahan pihak British kepada Scotland, pihak Jepun kepada dunia dan pihak Afrika Selatan kepada kaum kulit hitam mereka?"

Aku lantas meminta jawapan dari beliau. Beliau menyambung : "Ada dua sebab -

1. Prinsip Hitler berkaitan Yahudi, Zionisme dan penubuhan negara Israel. Hitler telah melancarkan Holocaust untuk menghapuskan Yahudi kerana beranggapan Yahudi akan menjahanamkan dunia pada suatu hari nanti.

2. Prinsip Hitler berkaitan Islam. Hitler telah belajar sejarah kerajaan terdahulu dan umat yang lampau, dan beliau telah menyatakan bahawa ada tiga tamadun yang terkuat, iaitu Parsi, Rome dan Arab. Ketiga-tiga tamadun ini telah menguasai dunia satu ketika dulu dan Parsi serta Rome telah mengembangkan tamadun mereka hingga hari ini, manakala Arab pula lebih kepada persengketaan sesama mereka sahaja. Beliau melihat ini sebagai satu masalah kerana Arab akan merosakkan Tamadun Islam yang beliau telah lihat begitu hebat satu ketika dulu.

Atas rasa kagum beliau pada Tamadun Islam, beliau telah mencetak risalah berkaitan Islam dan diedarkan kepada tentera Nazi semasa perang, walaupun kepada tentera yang bukan Islam.



Beliau juga telah meberi peluang kepada tentera German yang beragama Islam untuk menunaikan solat ketika masuk waktu di mana jua...bahkan tentera German pernah bersolat di dataran Berlin dan Hitler ketika itu mennggu sehingga mereka tamat solat jemaah untuk menyampaikan ucapan beliau...





Hitler juga sering bertemu dengan para Ulamak dan meminta pendapat mereka serta belajar dari mereka tentang agama dan kisah para sahabat dalam mentadbir...

Hitler bersama Syeikh Amin Al-Husainiy


Beliau juga meminta para Sheikh untuk mendampingi tentera beliau bagi mendoakan mereka yang bukan Islam dan memberi semangat kepada yang beragama Islam untuk membunuh Yahudi...





Seorang tentera Nazi melekatkan gambar Mufti Al-Quds


Semua maklumat ini ialah hasil kajian sejarah yang dilakukan oleh saudara aku untuk tesis PhD beliau dan beliau meminta aku tidak menokok tambah apa-apa supaya tidak menyusahkan beliau untuk membentangkannya nanti. Beliau tidak mahu aku campurkan bahan dari internet kerana aku bukan pakar bidang sejarah. Tetapi gambar-gambar yang ada di sini sudah lama tersebar dan semua orang boleh melihatnya di internet.

Aku juga sedaya upaya mencari maklumat tambahan di internet dan berjumpa beberapa perkara :

1: Pengaruh Al-Quran di dalam ucapan Hitler.
Ketika tentera Nazi tiba di Moscow, Hitler berhajat menyampaikan ucapan. Dia memerintahkan penasihat-penasihat nya untuk mencari kata-kata pembukaan yang hebat tak kira dari kitab agama, kata-kata ahli falsafah ataupun dari bait syair. Seorang sasterawan Iraq yang bermastautin di German mencadangkan ayat Al-Quran :

(اقتربت الساعة وانشق القمر) bermaksud : Telah hampir Hari Kiamat dan bulan akan terbelah...

Hitler berasa kagum dengan ayat ini dan menggunakannya sebagai kalam pembukaan dan isi kandungan ucapan beliau. Memang para ahli tafsir menghuraikan bahawa ayat tersebut bermaksud kehebatan, kekuatan dan memberi maksud yang mendalam.

Perkara ini dinyatakan oleh Hitler di dalam buku beliau Mein Kampf yang ditulis di dalam penjara bahawa banyak aspek tindakan beliau berdasarkan ayat Al-Quran, khususnya yang berkaitan tindakan beliau ke atas Yahudi...


2. Hitler bersumpah dengan nama Allah yang Maha Besar

Hitler telah memasukkan sumpah dengan nama Allah yang Maha Besar di dalam ikrar ketua tenteranya yang akan tamat belajar di akademi tentera German.

" Aku bersumpah dengan nama Allah (Tuhan) yang Maha Besar dan ini ialah sumpah suci ku,bahawa aku akan mentaati semua perintah ketua tentera German dan pemimpinnya Adolf Hitler, pemimpin bersenjata tertinggi, bahawa aku akan sentiasa bersedia untuk berkorban dengan nyawaku pada bila-bila waktu demi pemimpin ku"


3. Hitler telah enggan meminum beer (arak) pada ketika beliau gementar semasa keadaan German yang agak goyah dan bermasalah. Ketika itu para doktor mencadangkan beliau minum beer sebagai ubat dan beliau enggan, sambil mangatakan " Bagaimana anda ingin suruh seseorang itu minum arak untuk tujuan perubatan sedangkan beliau tidak pernah seumur hidupnya menyentuh arak?"

Ya, Hitler tidak pernah menjamah arak sepanjang hayat beliau...minuman kebiasaan beliau ialah teh menggunakan uncang khas...


Bukanlah tujuan penulisan ini untuk membela apa yang dilakukan oleh Hitler, tetapi ianya bertujuan untuk menyingkap apa yang disembunyikan oleh pihak Barat. Semoga kita semua beroleh manfaat.

วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

บึ้มถังแก๊สที่ยะหา ทหารพลีชีพอีก 3


กลุ่มก่อความไม่สงบเปิดปฏิบัติการรุนแรงต่อเนื่อง กดระเบิดถังแก๊สที่ อ.ยะหา จ.ยะลา ตูมสนั่นทหารพลีชีพอีก 3 นาย ทั้งๆ ที่เพิ่งก่อเหตุ “บึ้ม-ยิงซ้ำ” ที่ อ.รือเสาะ เพียง 1 วัน ส่งผลให้ทั้งทหารพรานและฝ่ายปกครองสังเวย 5 ศพ รวม 2 วันสูญเสีย 8 ชีวิต พตท.บุกค้นบ้านต้องสงสัย ยึดระเบิดและเครื่องกระสุนเพียบ ก่อนรวบสองพี่น้องสอบเข้ม

สถานการณในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงตึงเครียดอย่างหนัก และเกิดเหตุรุนแรงที่สร้างความสูญเสียขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเมื่อเวลา 13.40 น. วันศุกร์ที่ 2 ก.ค.2553 พ.ต.อ.สวัสดิ์ เตียวิรัตน์ ผู้กำกับการ สภ.ยะหา จ.ยะลา รับแจ้งเหตุระเบิดรถยนต์ของทหาร ทำให้กำลังพลเสียชีวิต 3 นาย บนถนนทางเข้าวัดปูแหล บ้านบาโย หมู่ 8 ต.บาโระ อ.ยะหา จึงรีบนำกำลังรุดไปตรวจสอบ

ทั้งนี้ ที่เกิดเหตุอยู่ถนนในหมู่บ้าน ห่างจากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4077 (ยะหา-บันนังสตา) เข้าไปในหมู่บ้านราว 1,500 เมตร เลยสามแยกทางเข้าวัดสวนแก้ว 100 เมตร พบซากรถกรบะยี่ห้อมิตซูบิชิ 4 ประตู รุ่นไซโคลน สีบรอนซ์ทอง หมายเลขทะเบียน ม-0514 ปัตตานี ในสภาพพังยับเยินเหมือนเศษเหล็ก ห่างกันเล็กน้อยพบศพทหารร่างกายแหลกเหลวรวม 3 นาย คือ ส.อ.วีระวุฒิ หวังกลิ่น อายุ 25 ปี ส.ท.วีระชาติ บุญเกื้อ อายุ 25 ปี และ พลทหารกามารูดิง ตูวี อายุ 22 ปี ทั้งหมดสังกัดกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 15 อ.คลองท่อม จ.กระบี่ นอกจากนั้นบนถนนยังพบหลุมระเบิดขนาดใหญ่และสายไฟฟ้าลากยาวเข้าไปในสวนยางพาราร่วม 100 เมตร รวมถึงเศษถังแก๊สสีฟ้า ซากแบตเตอรี่ และสะเก็ดระเบิดกระจายเกลื่อน จึงเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน

สอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุทหารทั้ง 3 นายได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ไปช่วยต่อท่อประปาเข้าหมู่บ้าน แต่ระหว่างทางถูกคนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้แบตเตอรี่จุดชนวนระเบิดแสวงเครื่องที่ฝังไว้กลางถนน จนเกิดระเบิดอย่างรุนแรงขึ้น 1 ครั้ง เสียงดังสนั่นหวั่นไหวไกลไปถึงตลาดยะหา แรงระเบิดทำให้รถกระบะพังยับ และทหารกระเด็นจากตัวรถ เสียชีวิตทั้งหมด เบื้องต้นสันนิษฐานว่าเป็นการกระทำของกลุ่มก่อความไม่สงบ



ตรวจจุดเกิดเหตุบึ้ม-ยิงซ้ำทหารพรานพบปลอกกระสุนเกลื่อน

เหตุระเบิดสังหารทหาร 3 นายที่ อ.ยะหา จ.ยะลา เกิดขึ้นภายหลังเหตุระเบิดดักสังหารทหารพรานชุดพัฒนาสันติ 30-15 กรมทหารพรานที่ 46 และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน กับชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) รวม 5 ศพ ที่บ้านบอมิ หมู่ 5 ต.รือเสาะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เพียง 1 วัน

ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 ก.ค. พ.ต.อ.บรรลือ ชูเวทย์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส (รองผบก.ภ.จว.นราธิวาส) พร้อมเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน ได้นำกำลังรุดไปตรวจจุดเกิดเหตุบนถนนในหมู่บ้านบอมิอีกรอบหนึ่ง เพื่อเก็บหลักฐานอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยเจ้าหน้าที่พบปลอกกระสุนปืน เอชเค และปลอกกระสุนปืนพกสั้นขนาด 9 ม.ม.ของคนร้ายที่ใช้ยิงถล่มรถกระบะของเจ้าหน้าที่หลังจากที่ได้จุดชนวนระเบิดแล้ว จำนวนกว่า 40 ปลอก พร้อมซากชิ้นส่วนถังดับเพลิงที่คนร้ายใช้ประกอบเป็นระเบิดแสวงเครื่อง รวมทั้งสายไฟสีเขียวจำนวนหนึ่งที่คนร้ายต่อพวงไปจุดชนวนระเบิดบริเวณหลังโคนต้นไม้ใหญ่ริมทาง ห่างจากจุดระเบิดประมาณ 80 เมตร จึงเก็บรวบรวมทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน



สงสัยฝีมือกลุ่ม “มานะ สาแม” –ตามรวบ 2 ผู้ต้องสงสัย

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นการกระทำของกองกำลังติดอาวุธอาร์เคเค กลุ่มนายมานะ สาแม ที่รับผิดชอบเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่บ้านบอมิ จึงได้จัดกำลังออกติดตามไล่ล่ากดดัน เพราะเชื่อว่ายังแฝงตัวอยู่ในพื้นที่

ต่อมา พ.อ.จัตุพร กลัมพสุต หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายข่าว กองบัญชาการผสมพลเรือนตำรวจทหาร (พตท.) ได้ร่วมสนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทหาร จำนวน 50 นาย อาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึกบุกจู่โจมตรวจค้นบ้านต้องสงสัยเลขที่ 60 บ้านพงจือติ หมู่ 9 ต.ลาโล๊ะ อ.รือเสาะ ซึ่งคาดว่าเป็นแหล่งกบดานของกลุ่มคนร้าย ผลการตรวจค้นสามารถตรวจยึดของกลางได้หลายรายการ อาทิ ระเบิด 50 ลูก ประทัดยักษ์ 100 อัน ซองกระสุนปืนอาก้า 1 ซอง หมวกไหมพรม กล้องติดอาวุธปืน โทรศัพท์มือถือ และชุดลายพรางทหาร ทั้งยังควบคุมตัวสองพี่น้องต้องสงสัยไปสอบสวนที่ สภ.รือเสาะ ด้วย แต่เบื้องต้นทั้งคู่ยังให้การปฏิเสธ

ส่วนศพผู้เสียชีวิตทั้ง 5 รายนั้น พ.อ.ไพศาล หนูสังข์ ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 46 ได้เคลื่อนย้ายศพ อาสาสมัครทหารพราน (อส.ทพ.) การิม แก้วสลัม อายุ 22 ปี ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ของหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส กลับไปยังภูมิลำเนา จ.สตูล เพื่อประกอบพิธีฝังตามหลักศาสนา ขณะที่ศพของ จ.ส.อ.เกียรติชัย แย้มทัพ และ อส.ทพ.ภาสกร ซุ่มประการ นั้น ได้ประกอบพิธีรดน้ำศพที่วัดบางนรา อ.เมือง จ.นราธิวาส โดยมี พล.ท.กสิกร คีรีศรี ผบ.พตท.เป็นประธาน สำหรบศพนายอับดุลรอแม แวกาจิ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านสโลว์ หมุ่ 7 ต.รือเสาะ และนายรุสมัน มะมิง ชรบ. ญาติได้รับไปประกอบพิธีทางศาสนาแล้ว

บึ้ม 2 จุด 8 ศพที่ชายแดนใต้...“นักรบรุ่นใหม่-คดีคาใจ” โหมไฟคุโชน


เหตุระเบิดอย่างรุนแรง 2 ครั้งเมื่อวันพฤหัสบดีและศุกร์ที่ 1 กับ 2 ก.ค. ที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส และ อ.ยะหา จ.ยะลา ทำให้มีทหารหลัก ทหารพราน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เสียชีวิตรวม 8 ศพนั้น ทำให้สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้กลับมา “ช็อค” สังคมไทยอีกครั้ง

พร้อมๆ กับคำถามที่เซ็งแซ่ว่า...เกิดอะไรขึ้น (อีกแล้ว) ที่ดินแดนปลายสุดด้ามขวาน?

จะว่าไป เหตุรุนแรงที่สร้างความสูญเสียขนาดใหญ่กับกำลังพลลักษณะนี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนักในระยะหลัง โดยเฉพาะการกดระเบิดอย่างแม่นยำ และยุทธวิธี “บึ้ม” แล้ว “กราดยิงซ้ำ”

ยุทธวิธีดังกล่าวเคยสร้างความเสียหายให้กับฝ่ายความมั่นคงอย่างมากมายในช่วงปี 2550 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2551 โดยเฉพาะห้วงเวลากลางปีคล้ายๆ กับในปีนี้ กล่าวคือ

1. เหตุการณ์ดักโจมตีทหารรบพิเศษชุดปฏิบัติการทางจิตวิทยา (ปจว.) เมื่อเย็นวันที่ 9 พ.ค.2550 ที่ ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เป็นเหตุให้ทหารเสียชีวิต 7 นาย

2. เหตุการณ์ลอบวางระเบิดและยิงซ้ำทหารพรานชุดเฉพาะกิจที่ 4105 เสียชีวิต 11 นาย ที่หมู่ 5 ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เมื่อค่ำวันที่ 31 พ.ค.2550

3. เหตุการณ์ซุ่มโจมตีทหารชุดคุ้มครองครู สังกัด ร้อย ร.2514 ค่ายวิภาวดีรังสิต เสียชีวิต 7 นาย ที่บ้านบือซู หมู่ 6 ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 15 มิ.ย.2550

รวม 3 เหตุการณ์สูญเสียกำลังพลไปถึง 25 นาย!

ถัดจากนั้น คือเมื่อวันที่ 14 ม.ค.2551 เกิดเหตุการณ์ซุ่มโจมตีทหารชุดรักษาความปลอดภัยครู (รปภ.ครู) สังกัด ร้อย ร.2933 ในท้องที่หมู่ 4 ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส เป็นเหตุให้ทหารเสียชีวิตไปอีก 8 นาย

สาเหตุที่ทำให้การโจมตีของฝ่ายก่อความไม่สงบลดความรุนแรงลงในระยะหลัง เชื่อกันว่ามาจากมาตรการ “ปิดล้อม-ตรวจค้น-จับกุม” อย่างเข้มข้น ที่เรียกขานกันว่า “ยุทธการพิทักษ์แดนใต้” ในครึ่งหลังของปี 2550 ส่งผลให้สมาชิกขบวนการทั้งในระดับแกนนำและแนวร่วมถูกจับกุมเป็นจำนวนมาก

การหวนกลับมาเกิดเหตุรุนแรงที่สร้างความสูญเสียขนาดใหญ่อีกครั้งในปีนี้ จึงมีคำถามว่า เป็นฝีมือของ “นักรบรุ่นใหม่” ที่เพิ่งผ่านการฝึกและเริ่มเข้าปฏิบัติการใน “พื้นที่สีแดง” ที่มีมวลชนของฝ่ายก่อความไม่สงบอย่างหนาแน่นหรือไม่?



จับตา “นักรบรุ่นใหม่”

ปัญญศักดิ์ โสภณวสุ นักวิจัยในโครงการความมั่นคงศึกษา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) วิเคราะห์ประเด็นนี้ โดยแบ่งเป็น 2 สมมติฐาน ได้แก่

1.ห้วงเวลาที่เกิดเหตุ ปัญญศักดิ์ มองว่า ช่วงกลางปีของทุกๆ ปีที่ผ่านมา คือตั้งแต่เดือน พ.ค.ถึง ก.ค. สถิติการก่อเหตุรุนแรงจะพุ่งสูงขึ้นเป็นประจำ แต่ยังอธิบายสาเหตุไม่ได้แน่ชัดว่าเป็นเพราะอะไร

2.ปฏิบัติการของนักรบรุ่นใหม่ ปัญญศักดิ์ บอกว่า ยุทธวิธีในการโจมตีเป้าหมายที่คนร้ายสามารถกระทำได้อย่างรุนแรงและแม่นยำ อาจเป็นฝีมือของ “เซลล์ใหม่” ที่ได้รับการฝึกทางยุทธวิธี รวมทั้งสรุปบทเรียนจากข้อผิดพลาดที่ผ่านมาของกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ จนสามารถก่อเหตุได้อย่างสมบูรณ์มากกว่าช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

“แต่ผมเชื่อว่า ‘เซลล์ใหม่’ ที่ผ่านการฝึกนั้น ยังคงมีจำนวนไม่มากนัก เนื่องจากเหตุการณ์ยังเกิดขึ้นไม่บ่อยครั้ง และอยู่ในพื้นที่ค่อนข้างจำกัด คือเป็นพื้นที่ที่มีมวลชนของฝ่ายก่อการเคลื่อนไหวอย่างหนาแน่นอยู่แล้ว คือ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส กับ อ.ยะหา จ.ยะลา” นักวิจัยในโครงการมั่นคงศึกษา สกว.ระบุ

อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวระดับสูงจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า) ให้ข้อมูลกับ “ทีมข่าวอิศรา” ในทำนองไม่เชื่อว่าเหตุการณ์รุนแรงที่สร้างความสูญเสียขนาดใหญ่ได้เช่นนี้ จะเป็นฝีมือของ “นักรบรุ่นใหม่” เพราะเป็นงานที่ยากและต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูง แต่ข้อสังเกตดังกล่าวนี้ ปัญญศักดิ์ มองต่างออกไป

“เป็นธรรมดาของกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้หรือกองกำลังติดอาวุธที่เคลื่อนไหวอยู่ในประเทศไหนก็ตาม เมื่อผ่านการต่อสู้มาอย่างยาวนาน จะต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือผลิตนักรบรุ่นใหม่ขึ้นมาทดแทนกองกำลังชุดเก่าที่ถูกจับกุมหรือเสียชีวิตจากการปะทะ รวมทั้งพวกที่หันหลังให้ขบวนการด้วย โดยบรรดานักรบรุ่นเก่าที่ยังเหลืออยู่ ก็จะขยับขึ้นเป็นครูฝึก เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ให้บรรดานักรบรุ่นใหม่ต่อไป”

“ที่สำคัญคือกองกำลังชุดเก่าจะศึกษาจุดบกพร่องในการปฏิบัติที่ผ่านมา เป็นบทเรียนในการปรับยุทธวิธีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วถ่ายทอดความรู้ทั้งหมดให้กับนักรบรุ่นใหม่ อย่าลืมว่าในขณะที่ฝ่ายรัฐมีการปรับยุทธวิธี ทางกลุ่มก่อความไม่สงบเองก็ต้องปรับกลยุทธ์เช่นกัน”

นักวิจัยจากโครงการความมั่นคงศึกษา สกว. ยังวิเคราะห์ว่า การผลิต “เซลล์ใหม่” เพื่อทดแทนนักรบรุ่นเก่าของฝ่ายขบวนการ ดูจะยังดำเนินการได้ไม่ยากและค่อนข้างปิดลับ เพราะน่าเชื่อว่าความเคลื่อนไหวของกองกำลังรุ่นใหม่เหล่านี้ยังปรากฏในฐานข้อมูลของฝ่ายความมั่นคงน้อยมาก จึงทำให้เกิดเหตุรุนแรงขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถป้องกันได้เช่นนี้

“สิ่งสำคัญคือกองกำลังรุ่นใหม่ยังไม่ค่อยมีคดีติดตัว หรือทิ้งร่องรอยไว้ในที่เกิดเหตุ ทำให้การดักทางหรือสืบหาข่าวเป็นไปได้ยาก ฉะนั้นฝ่ายความมั่นคงต้องเตรียมพร้อมมากขึ้นและไม่ประมาท เพื่อให้สามารถตั้งรับการโจมตีของกลุ่มก่อความไม่สงบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย” ปัญญศักดิ์ กล่าว



“คดีคาใจ”โหมไฟรุนแรง

ยังมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเลือก “ห้วงเวลาก่อเหตุ” ของกลุ่มก่อความไม่สงบ เพราะการ “ฉวยจังหวะ” ในช่วงนี้ ต้องถือว่า “ได้สองต่อ” คือนอกจากจะสามารถตรึงบรรยากาศแห่งความ “น่าสะพรึงกลัว” เอาไว้ในพื้นที่ได้แล้ว ยังเป็นข้ออ้างสร้างความชอบธรรมในการ “ดิสเครดิต” และ “ตอบโต้” เจ้าหน้าที่รัฐได้อีกด้วย

อย่าลืมว่าตั้งแต่ปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา มี “คดีคาใจ” เกิดขึ้นในพื้นที่หลายคดี และทำให้ภาพพจน์ขงอฝ่ายความมั่นคงเสียหายไปมากพอสมควร ได้แก่

1.การเสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาของ “สุไลมาน แนซา” ผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคงวัย 25 ปี ซึ่งพบเป็นศพในลักษณะมีผ้าผูกคอติดอยู่กับลูกกรงหน้าต่างภายในห้องพักของศูนย์เสริมสร้างความสมานฉันท์ ในค่ายอิงคยุทธบริหาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 30 พ.ค. พูดง่ายๆ คือมีผู้ต้องสงสัยตายในค่ายทหารระหว่างถูกควบคุมตัว แม้ฝ่ายทหารจะพยายามยืนยันว่าเป็นการ “ผูกคอตายเอง” แต่คนในพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่เชื่อ

2.เหตุระเบิดปริศนาหน้ามัสยิดกลางประจำจังหวัดยะลา มีผู้ได้รับบาดเจ็บนับสิบราย เมื่อค่ำวันที่ 8 มิ.ย. ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าเป็นระเบิดที่มาจากรถทหารขณะแล่นผ่านบริเวณนั้นพอดี แต่หลังเกิดเหตุฝ่ายหารพยายามบอกว่าไม่มีรถของกำลังพลแล่นผ่าน ทว่าในที่สุดก็มีภาพจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิดยืนยัน แต่ฝ่ายทหารก็ยังยืนกรานว่าเป็นระเบิดที่ถูกคนร้ายปาใส่รถ สร้างความฉงนสนเท่ห์ไปทั่ว

3.เหตุปาระเบิดที่หน้ามัสยิดนูรุลมุตตาลีน บ้านตะบิ้ง หมู่ 1 ต.ตะบิ้ง อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เมื่อค่ำวันที่ 19 มิ.ย. ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย เป็นเด็ก 2 คนและผู้หญิงวัยกลางคนอีก 1 คน เหตุการณ์ดังกล่าวมีการปล่อยข่าวในพื้นที่ว่าเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐ แม้ฝ่ายรัฐจะยืนยันว่าเป็นความพยายามป้ายสีของกลุ่มคนร้ายก็ตาม

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเลือกใช้วิธีประชาสัมพันธ์ในรูปแบบปกติของฝ่ายความมั่นคงในเหตุการณ์อ่อนไหวทั้ง 3 เหตุการณ์ ทำให้พ่ายแพ้ “ขบวนการข่าวลือ” ของกลุ่มผู้ก่อการในพื้นที่ การเลือกจังหวะก่อเหตุสร้างความเสียหายขนาดใหญ่ให้กับกำลังพลและคนของรัฐในห้วงนี้ จึงทำให้ฝ่ายผู้ก่อการได้ประโยชน์ไปเต็มๆ

เมื่อผนวกเข้ากับความเคลื่อนไหวของบรรดา “นักรบรุ่นใหม่” ที่เปิดปฏิบัติการป่วนแบบ “ปูพรม” หลายสิบจุดใน 6 อำเภอของ จ.ยะลา คือ รามัน ยะหา บันนังสตา กรงปินัง ธารโต และเบตง เมื่อเช้ามืดวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา จึงต้องบอกว่าสัญญาณความรุนแรงรอบใหม่กำลังเริ่มขึ้นแล้ว

คำถามจึงย้อนกลับมาที่ฝ่ายรัฐว่า เตรียมการรับมือเอาไว้หรือยัง?

ระเบิดรายวันถึงคิวบันนังสตา ทหารพรานดับ 1 สาหัส 3


ใต้ป่วนรายวัน คนร้ายเปิดปฏิบัติการ “บึ้ม” ต่อเนื่อง คราวนี้เกิดในพื้นที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ตูมสนั่นทหารพรานชุดลาดตระเวน ดับ 1 สาหัส 3 เผยตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. เกิดระเบิดที่สร้างความสูญเสียขนาดใหญ่แล้วถึง 3 ครั้ง สังเวย 9 ชีวิต

สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงวิกฤติ และเกิดเหตุรุนแรงที่สร้างความสูญเสียขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเมื่อเวลา 16.15 น.วันอาทิตย์ที่ 4 ก.ค.2553 พ.ต.ท.วิชัย แจ้งสกุล รองผู้กำกับการสืบสวนสอบสวน (รองผกก.สส.) สภ.บันนังสตา จ.ยะลา รับแจ้งเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ทหารพรานได้รับบาดเจ็บสาหัสจำนวน 4 นาย ที่บ้านตาเนาะปูเต๊ะ รอยต่อระหว่างหมู่ 8 กับ หมู่ 4 ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา หลังรับแจ้งจึงรีบนำกำลังรุดไปตรวจสอบ

ทั้งนี้ ที่เกิดเหตุอยู่ริมทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 410 (ยะลา-เบตง) ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 26-27 มีรอยเลือดตามพื้นถนน พบผู้บาดเจ็บ 4 ราย คือ อาสาสมัครทหารพราน (อส.ทพ.) สงคราม ดำรงรักษา อส.ทพ.สุรินัย เกศขาว อส.ทพ.สบาย มากเหลือ และ อส.ทพ.สมปอง เกิดสมบัติ ทั้งหมดสังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 4709 กรมทหารพรานที่ 47 ตั้งฐานอยู่ที่เขื่อนปัตตานี ต.เมาะมาวี อ.ยะรัง จ.ปัตตานี โดยทั้ง 4 คนอาการสาหัส จึงรีบนำส่งโรงพยาบาลบันนังสตา และส่งต่อไปยังโรงพยาบาลศูนย์ยะลา แต่ อส.ทพ.สงคราม ทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิตระหว่างทาง

ตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุพบว่าห่างจากไหล่ทางเข้าไปใต้ร่มไม้ใหญ่ประมาณ 10 เมตร มีหลุมระเบิดลึกประมาณ 50 เซนติเมตร 1 หลุม มีสะเก็ดระเบิดและเศษชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งแบตเตอรี่กระจายเกลื่อน จึงเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน

สอบสวนทราบว่า ทหารพรานชุดดังกล่าวมี ส.ท.นุซูรัน เจ๊ะสะแม เป็นหัวหน้าชุด นำกำลังจำนวน 8 นายออกจากฐานย่อยในหมู่บ้าน เพื่อเดินเท้าลาดตระเวนรักษาความปลอดภัยเส้นทางสายดังกล่าว ขณะมาถึงจุดเกิดเหตุได้แวะพักเหนื่อย ปรากฏว่าจู่ ๆ มีเสียงระเบิดดังกึกก้อง แรงระเบิดทำให้ อส.ทพ.ทั้ง 4 นายซึ่งยืนอยู่ใกล้จุดระเบิดที่สุดกระเด็นไปคนละทิศละทาง อส.สุริยัน ขาขวาขาด ส่วน อส.ทพ.สงคราม ถูกสะเก็ดระเบิดพรุนไปทั้งร่าง และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

เบื้องต้นตำรวจสันนิษฐานว่าคนร้ายเป็นกลุ่มอาร์เคเค (กลุ่มวัยรุ่นติดอาวุธที่ผ่านการฝึกรบแบบจรยุทธ์) ที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ และต้องการแก้แค้นให้กับอุสตาซ (ครูสอนศาสนา) รายหนึ่งที่ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อต้นเดือน มิ.ย.โดยลอบติดตามสังเกตพฤติการณ์ของทหารพรานชุดนี้มานานว่ามักจะออกลาดตระเวน และแวะพักเหนื่อยบริเวณนี้เป็นประจำ จึงได้นำระเบิดแสวงเครื่องบรรจุในถังแก๊สน้ำหนักประมาณ 15 กิโลกรัมมาฝังไว้ ก่อนจุดชนวนระเบิดจนเกิดความสูญเสียในที่สุด

อนึ่ง เมื่อวันที่ 1 และ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา เพิ่งเกิดเหตุระเบิดอย่างรุนแรง 2 ครั้งที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส และ อ.ยะหา จ.ยะลา ทำให้ทหารหลัก ทหารพราน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน เสียชีวิตมากถึง 8 ศพ เมื่อรวมเหตุระเบิดเมื่อวันที่ 4 ก.ค.ด้วย ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดอย่างเดียวพุ่งสูงถึง 9 ศพและบาดเจ็บสาหัสอีก 3 ราย นับตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค.เป็นต้นมา

วันอังคารที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เอ็กซเรย์สายบุรี

อ.สายบุรี เป็นอำเภอติดทะเล อยู่ห่างจากตัวเมืองปัตตานีราว 40-50 กิโลเมตร จัดว่าเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุดอำเภอหนึ่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งยังเป็นหัวเมืองเก่าที่มีความรุ่งเรืองและมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีสถานที่สำคัญทั้งในทางศาสนา วัฒนธรรม และการปกครองมากมาย ปัจจุบัน อ.สายบุรี แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 11 ตำบล 64 หมู่บ้าน ประกอบด้วย ต.ตะลุบัน ต.ตะบิ้ง ต.ปะเสยะวอ ต.บางเก่า ต.บือเระ ต.เตราะบอน ต.กะดุนง ต.ละหาร ต.มะนังดาลำ ต.แป้น และ ต.ทุ่งคล้า
ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา สายบุรีเป็นหนึ่งในหลายอำเภอที่ถูกจัดให้เป็น “พื้นที่สีแดง” มีสถิติเหตุรุนแรงสูงมาก แม้ในช่วงปี 2551 ที่สถานการณ์ความไม่สงบในภาพรวมเริ่มคลี่คลายลงบ้าง แต่สายบุรีกลับยังตึงเครียดต่อเนื่อง บางเดือนเกิดเหตุถี่ยิบในระดับวันเว้นวันเสียด้วยซ้ำ อย่างเช่นในช่วงปลายปี 2551... 21 ธ.ค. คนร้ายลอบวางระเบิดบริเวณศาลาที่พักริมทาง บริเวณสามแยกบ้านทุ่งน้อย หมู่ 1 ต.ละหาร อ.สายบุรี เพื่อดักสังหารทหารพรานชุดลาดตระเวนที่มักแวะนั่งพักที่ศาลาแห่งนี้เป็นประจำ แรงระเบิดทำให้อาสาสมัครทหารพรานได้รับบาดเจ็บ 1 นาย
22 ธ.ค. เกิดเหตุคนร้ายซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ทหารพราน สังกัดร้อย ร.4409 กรมทหารพรานที่ 44 ซึ่งเป็นชุดคุ้มครองรถรับส่งนักเรียน บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 42 (ปัตตานี-นราธิวาส) ท้องที่บ้านวังชัย ต.ละหาร อ.สายบุรี เป็นเหตุให้ทหารพรานได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 1 นาย
24 ธ.ค. คนร้ายลอบวางระเบิดภายในโรงเรียนบ้านจะเฆ่ หมู่ 2 ต.แป้น อ.สายบุรี เพื่อดักสังหารทหารหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 26 จำนวน 6 นาย ปฏิบัติหน้าที่คุ้มครองครู ขณะกำลังนั่งพักผ่อนอยู่ที่ม้านั่งหินอ่อนภายในโรงเรียน แรงระเบิดทำให้ทหารได้รับบาดเจ็บ 3 นาย
25 ธ.ค. คนร้ายประกบยิง ร.ต.ต.มาหาหมัดสาเหด อัลยุฟรี อายุ 46 ปี รองสารวัตรสืบสวน สภ.สายบุรี ขณะขี่รถจักรยานยนต์สายตรวจของโรงพักออกจากชุมชนในเขตเทศบาลตำบลตะลุบัน อ.สายบุรี เสียชีวิตคาถนน
29 ธ.ค. คนร้ายจ่อยิง นายสุธรรม ทวีศรี อายุ 41 ปี และ นางโสธิดา สร้อยแก้ว อายุ 26 ปี อากับหลานซึ่งเป็นพนักงานบริษัท ทศท จำกัด (มหาชน) ประจำ อ.สายบุรี ขณะนั่งอยู่บนรถยนต์บริเวณจุดกลับรถบ้านมะนังดาลำ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 42 (ปัตตานี-นราธิวาส) ท้องที่หมู่ 1 ต.มะนังดาลำ อ.สายบุรี เสียชีวิตทั้งคู่ และที่สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดครั้งหนึ่งก็คือ เหตุการณ์คนร้ายใช้รถกระบะเป็นพาหนะ กราดอาก้าสังหาร นายอับดุลการิม ยูโซ๊ะ อายุ 46 ปี อิหม่ามประจำมัสยิดกาหยี เสียชีวิตบริเวณหน้ามัสยิด บนถนนตะลุบัน ต.ตะลุบัน อ.สายบุรี เมื่อเที่ยงวันที่ 30 ม.ค.2552 โดยอิหม่ามอับดุลการิมเพิ่งออกจากเรือนจำมาไม่ถึง 3 เดือน หลังจากถูกจับกุมในข้อหาครอบครองอาวุธสงคราม และถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดีนานนับปี กระทั่งถึงที่สุดศาลพิพากษายกฟ้อง หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ อำเภอริมทะเลแห่งนี้นับเป็น “เหตุร้ายอธิบายยาก” และเป็นโจทย์ข้อยากที่รัฐต้องเร่งแก้ เพื่อสถาปนาความสงบสุขให้คืนสู่ดินแดนสายบุรีโดยเร็ว

อินไซด์กลันตัน...ภาพฝันแห่งสันติสุขแนบชิดชายแดนใต้


หลายคนคงเคยสังเกตเวลาที่พูดถึงปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้บ้านเราซึ่งกลายเป็นพื้นที่ขัดแย้งหนึ่งที่ทั่วโลกจับตามอง มักมีการหยิบยก “รัฐกลันตัน” ทางตอนเหนือของมาเลเซีย ติดกับจังหวัดนราธิวาสของไทย เป็นตัวอย่างของการอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์และสันติสุขของผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา ในท่วงทำนองของ “ดอกไม้หลากสีเสียงลือเสียงเล่าอ้างทำให้ใครหลายคนอยากรู้จัก "รัฐกลันตัน" มากกว่าหาดูในแผนที่...
“แวลีเมาะ ปูซู” ผู้สื่อข่าวสาวของ “อิศรา” มีประสบการณ์เดินทางเยือน “รัฐกลันตัน” ในโครงการ “นำคณะครูผู้สอนศาสนาอิสลามและนักเรียนไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องศาสนาและพบปะหารือกับมุขมนตรีรัฐกลันตัน” ซึ่งจัดโดยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต.
แม้จะเป็นโครงการที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่เรื่องราว “ดอกไม้หลากสี” ยังคงทันสมัยและน่าสนใจเสมอ...
แวะเยือนโกตาบารู

“กลันตัน” ณ วันนี้เป็นหนึ่งใน 13 รัฐของประเทศมาเลเซีย เป็นรัฐทางตอนเหนือสุดของประเทศ มี สุลต่านอิสมาแอล อิบนิ อัลมัรฮูม สุลต่านยะห์ยา ปุตรา และ พระชายา ตวนกูอานิส บินตี อัลมัรฮูม ตวนกูอับดุลฮามิด เป็นผู้ปกครอง และมีประชากรราว 5 แสนคน รัฐกลันตันแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 10 อำเภอ เป็นเมืองที่ปราศจากอบายมุข ไม่มีอาหารฮะรอม (อาหารที่ผิดหลักการทางศาสนาอิสลาม) พื้นที่ทางตอนเหนือของรัฐจรดพรมแดนไทยด้านจังหวัดนราธิวาส ขณะที่ “นครโกตาบารู” ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐ อยู่ห่างจากอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เพียง 25 กิโลเมตร และห่างจากอำเภอสุไหง-โกลก เมืองเอกริมชายแดนของจังหวัดนราธิวาสเพียง 45 กิโลเมตรเท่านั้น
แม้จะมีแม่น้ำโก-ลกกั้นเขตแดนทางภูมิศาสตร์ระหว่างไทยกับมาเลเซีย หรือจะกล่าวอย่างเฉพาะเจาะจงก็คือ ระหว่างนราธิวาสกับกลันตัน แต่ในความเป็นจริงแล้วชาวกลันตันกับผู้คนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความใกล้ชิดผูกพันกันอย่างมาก ทั้งในแง่ของพรมแดน วัฒนธรรม และเครือญาติตั้งแต่ระดับเชื้อพระวงศ์จนถึงประชาชนทั่วไป วันแรกของการเดินทาง คณะครูสอนศาสนาอิสลามและนักเรียนไทยมุสลิมได้มีโอกาสเข้าพบ ท่านสุรพล เพชรวรา กงสุลใหญ่ ณ เมืองโกตาบารู รัฐกลันตัน ซึ่งท่านกงสุลใหญ่ได้ฉายภาพให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างกลันตันกับไทยอย่างชัดเจน “แม้จะมีเส้นเขตแดนกั้นอยู่ แต่นั่นก็เป็นแค่เส้นเขตแดน เพราะความเป็นพี่เป็นน้องไม่ได้มีอุปสรรค ผู้คนจากทั้งสองประเทศยังคงไปมาหาสู่กัน มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่คล้ายคลึงกัน พูดได้ว่ากลันตันก็เหมือนกับภาคใต้ตอนล่างของไทย ผู้คนที่นี่อยู่กันอย่างสุขสงบ ผมคิดว่า ศอ.บต.จะได้เรียนรู้จุดแข็งของกลันตันเพื่อนำไปปรับใช้กับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป” ท่านสุรพล กล่าว

วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ใต้ตึงเครียดปาระเบิดหน้ามัสยิดที่สายบุรี "เด็ก-ผู้หญิง" รับเคราะห์


ใต้ตึงเครียดหนัก มือมืดปาระเบิดหน้ามัสยิดที่สายบุรี “เด็ก-ผู้หญิง” รับเคราะห์เจ็บ 3 ส่วนที่ทุ่งยางแดง คนร้ายแต่งกายคล้ายทหาร บุกยิงประชาชนคาบ้าน ตำรวจสันนิษฐานเป็นความพยายามสร้างความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชน ขณะที่เหตุยิงรายวันยังเพียบ เหยื่อมีทั้งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน-อส. ด้านศาลนราธิวาสนัด 2 ก.ย.นี้ ฟังคำสั่งรับ-ไม่รับฟ้องคดีซ้อมทรมาน “อิหม่ามยะผา” จนเสียชีวิตคาฐานทหาร

สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ช่วงสุดสัปดาห์นี้กลับมาตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุรุนแรงที่มีความอ่อนไหวสูงหลายเหตุการณ์ โดยเมื่อเวลา 20.15 น. วันเสาร์ที่ 19 มิ.ย.2553 คนร้ายจำนวน 2 คนมีรถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ ใช้ลูกระเบิดขว้างไม่ทราบชนิด ขว้างเข้าไปบริเวณหน้ามัสยิดนูรูลมุตตาลีน บ้านตะบิ้ง หมู่ 1 ต.ตะบิ้ง อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย ประกอบด้วย

1) ด.ช.อำราล แขวง อายุ 9 ปี อยู่บ้านเลขที่ 93 บ้านตะบิ้ง หมู่ 1 ต.ตะบิ้ง ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณหูด้านซ้าย มีบาดแผลบริเวณต้นขา

2) ด.ช.รอมซู อามิง อายุ 10 ปี อยู่บ้านเลขที่ 41 บ้านตะบิ้ง หมู่ 1 ต.ตะบิ้ง เช่นกัน ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณมือ และมีบาดแผลบริเวณก้นกบ อาการไม่สาหัส

3) นางอรัญญา โต๊ะกายอมาตี อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 43 บ้านตะบิ้ง หมู่ 1 ต.ตะบิ้ง ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณหน้าอก อาการไม่สาหัส

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่าเป็นการกระทำของกลุ่มก่อความไม่สงบ อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในพื้นที่ เพราะ อ.สายบุรี เกิดเหตุรุนแรงที่สร้างความกังขาในหมู่ประชาชนมาแล้วหลายครั้ง

วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เบื้องหลังชีวิต” ความจริงผ่านคมเลนส์คนชายแดนใต้


ช่วงค่ำวันที่ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมา หอศิลปะวิทยนิทรรศน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดพื้นที่ให้กับนิทรรศการภาพถ่าย “เบื้องหลังชีวิต” หรือ Through Our Eyes ซึ่งเป็นการจัดแสดงภาพถ่ายที่ประกาศชัดเจนว่าเป็นผลงานของ “ช่างภาพมือสมัครเล่น” ที่ต้องการสะท้อนวิถีชีวิตและความจริงอีกบางแง่มุมของผู้คนในชุมชนต่างๆ ในแถบจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งถูกสังคมมองว่าเป็นหนึ่งใน “พื้นที่สีแดง”

อาสาสมัครที่บันทึกภาพเรื่องราวต่างๆ จากพื้นที่จริงกว่า 25 ชีวิต เกือบทั้งหมดเป็น “คนในพื้นที่” ซึ่งเข้าร่วมในโครงการความร่วมมือระหว่าง กลุ่มเพื่อนครอบครัวผู้สูญเสีย, มูลนิธิเพื่อนหญิง และองค์กรระหว่างประเทศ มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท โดยได้จัดอบรมให้ผู้คนในชุมชนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เรียนรู้การถ่ายภาพเพื่อนำเสนอมุมมองที่ “คนใน” ต้องการสะท้อนให้ “คนนอก” ซึ่งอยู่ในภูมิภาคอื่นๆ ทั่วประเทศไทยได้มีส่วนรับรู้

โดยเฉพาะภาพความจริงในแง่มุมอื่นๆ ที่แตกต่างไปจากการนำเสนออย่างดาษดื่นของสื่อมวลชนกระแสหลักทั่วๆ ไป

ผู้ริเริ่มโครงการถ่ายภาพเพื่อสะท้อนวิถีชีวิตครั้งนี้คือ นายโยสต์ วากเนอร์ ที่ปรึกษาโครงการภาคใต้ มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท ซึ่งทำงานร่วมกับตัวแทนเครือข่ายช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในภาคใต้ โดยเริ่มต้นกระบวนการทำงานจากการนำอาสาสมัครทั้ง 25 คนมาฝึกการถ่ายภาพเบื้องต้น และเรียนรู้การจัดวางองค์ประกอบของภาพร่วมกัน จากนั้นจึงให้อาสาสมัครนำกล้องจากมูลนิธิฯ กลับไปถ่ายภาพชีวิตและเรื่องราวของตัวเอง ของครอบครัว และของเพื่อนบ้านที่ต้องการถ่ายทอดให้คนภายนอกได้รับรู้และเข้าใจ

โซรยา จามจุรี จากกลุ่มเพื่อนครอบครัวผู้สูญเสีย ซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้ประสานงานหลักในชุมชน เล่าให้ฟังว่า กระบวนการทำงานของโครงการภาพถ่าย “เบื้องหลังชีวิต” เน้นการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน และเสน่ห์ของภาพอยู่ที่ความไม่เป็นมืออาชีพ

“ที่ผ่านมาการจัดนิทรรศการภาพถ่ายมักจะต้องอาศัยชื่อเสียงและการเป็นช่างภาพมืออาชีพ แต่นิทรรศการครั้งนี้แตกต่างออกไป และมีเสน่ห์ตรงที่คนถ่ายภาพล้วนเป็น ‘คนใน’ ของชุมชนท้องถิ่นชายแดนใต้ทั้งหมด”

“พวกเขาเป็นคนในบ้าน เป็นคนใน บางที (ภาพที่ถ่าย) ก็เป็นภาพแม่ของเขา ลูกของเขา ญาติของเขา ภาพคนในครอบครัวเขาเอง เป็นภาพที่ดูแล้วสามารถเข้าถึง ‘ความจริง’ และสามารถที่จะนำเสนอเรื่องราวหรือตัวตนของพวกเขาเองที่ชัดเจน และเป็นมุมที่ตัวผู้ถ่ายเองต้องการนำเสนอจริงๆ”

“ภาพที่เห็นจึงเป็นแง่มุมที่แตกต่างหลากหลาย เป็นอีกแง่มุมที่ต่างไปจากภาพที่สื่อกระแสหลักนำเสนอ และเป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของคนในสามจังหวัดชายแดนใต้ที่แท้จริงโดยผ่านมุมมองของคนในพื้นที่เอง นี่เป็นความงดงาม”

สุรัตน์ โหราชัยกุล รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้แทนกล่าวเปิดนิทรรศการ บอกว่า ภาพถ่ายที่ได้ชมจากนิทรรศการ “เบื้องหลังชีวิต” อาจมีส่วนเปลี่ยนแปลงมุมมองของผู้คนเกี่ยวกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเมื่อพูดถึงสามจังหวัด คนส่วนใหญ่มักนึกถึงระเบิด เลือด และการฆ่ากัน แต่ภาพถ่ายในนิทรรศการเสนอให้เห็นความสุข ความหวัง จิตอาสา และจิตใจที่จะมุ่งช่วยเหลือกันทางศาสนะและการอยู่ร่วมกันของมนุษย์

"ในฐานะที่ผมเป็นนักวิชาการ บ่อยครั้งที่เรามักจะคุยกันในเชิงทฤษฎี อยู่บนหอคอยงาช้าง แต่ไม่สามารถเข้าถึงคนอื่นๆ ได้ แต่ในเวลานี้ภาพถ่ายที่เราเห็นกำลังพาให้เราเข้าถึงสถานการณ์และความจริงบางอย่าง”

ขณะที่ โคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมาร่วมชมนิทรรศการ กล่าวว่า ภาพถ่ายที่ถ่ายโดยคนในพื้นที่แตกต่างจากภาพที่เห็นในหนังสือพิมพ์ ซึ่งค่อนข้างจะลงเฉพาะภาพเหตุการณ์ที่ดุเดือด รุนแรง แต่สิ่งที่เห็นในนิทรรศการคือภาพวิถีชีวิต ซึ่งถือเป็นมุมมองสันติภาพอีกแง่หนึ่ง

“ภาพบางภาพเห็นโต๊ะอิหม่าม ผู้นำศาสนา อยู่ร่วมกันพระสงฆ์ในศาสนาพุทธ เห็นคนไทยพุทธออกกำลังกายร่วมกับคนมุสลิม ผมว่าดูไปแล้วได้คุณความคิดมากมายหลายประการ ภาพเหล่านั้นบ่งบอกว่าเราสามารถอยู่ร่วมกันได้”

“บางภาพจะเห็นผลกระทบ บางภาพจะเห็นเด็กกำพร้า บางภาพจะเห็นทหาร แต่ไม่ได้นำเสนอในภาพของความรุนแรง ทหารถือปืนก็จริง แต่อยู่ข้างๆ ประชาชนคนธรรมดา บางภาพเราก็รู้สึกว่ามันมีความรุนแรงแฝงอยู่หรือไม่ แต่โดยทั่วไปแล้วเราจะเห็นรอยยิ้มมากกว่าความทุกข์โศก”

“ผมคิดว่าการจัดนิทรรศการในครั้งนี้พยายามตอบโจทย์สมานฉันท์ เรามักจะนึกไปว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นในภาคใต้อาจเป็นเรื่องของการแก่งแย่งผลประโยชน์ อาจจะเป็นเรื่องอะไรก็แล้วแต่ แต่ผมคิดว่า ‘กุญแจ’ หรือสาเหตุหลักสำคัญที่สุดของปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็คือการไม่ยอมรับพหุนิยม หรือการไม่ยอมรับความแตกต่างที่มีอยู่ ถ้าเราเปลี่ยนท่าทีเช่นนี้ ถ้ารัฐและประชาชนคนไทยอีก 73 จังหวัดยอมรับและเคารพความหลากหลายและความแตกต่าง ผมคิดว่าปัญหาจะหมดไปครึ่งหนึ่ง ความไว้วางใจจะได้รับการฟื้นฟูกลับมา” โคทม กล่าว

ด้านช่างภาพมือสมัครเล่นที่ร่วมในโครงการ ต่างพร้อมใจกันเล่าถึงมุมมองผ่านคมเลนส์ของตนเอง...

แยน๊ะ สะแลแม หญิงหม้ายวัย 51 ปีจาก อ.ตากใบ จ.นราธิวาส หนึ่งในอาสาสมัครที่ถ่ายภาพเด็กนักเรียนในโรงเรียนตาดีกาและวิถีชีวิตชาวบ้านที่ตากใบ บอกว่า ต้องการนำเสนอให้เห็นสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ในพื้นที่ และการสื่อสารด้วยภาพทำให้นางก้าวข้ามอุปสรรคทางภาษาที่ถนัดพูดมลายูถิ่นมากกว่าภาษาไทย

ด้วยความที่ “คนใน” หลายๆ คนมีปัญหากับการสื่อสารภาษาไทย งานที่สำคัญไม่แพ้การถ่ายภาพจึงหนีไม่พ้นการเขียนคำอธิบายภาพเป็นภาษาไทยเพื่อสื่อสารมุมมองของภาพถ่ายเพิ่มเติม ผู้ที่รับหน้าที่นี้คือ เลขา เกลี้ยงเกลา เครือข่ายสื่อมวลชนในพื้นที่ ผู้สื่อข่าวหญิงแกร่งจากโต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา

งานของเลขา คือการเรียบเรียงคำบรรยายภาพจากคำบอกเล่าของช่างภาพสมัครเล่นแต่ละคน...

ขณะที่เยาวชนทั้งหญิงและชายจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) ซึ่งเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครโครงการนี้ บอกว่า ภาพที่พวกเขาและเธอต้องการนำเสนอคือแง่มุมความสงบสุขในพื้นที่ เพื่อให้สังคมภายนอกได้เข้าใจว่าชุมชนที่นี่ไม่ได้ “น่ากลัว” ตามที่สื่อได้นำเสนอ แต่ยังมีเสน่ห์อีกมากมายทั้งในมิติของผู้คน วัฒนธรรม และสถานที่

สุรีรัตน์ โสภิณ เยาวชนไทยพุทธจาก อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ซึ่งสูญเสียบิดาไปในเหตุการณ์ความรุนแรง เข้าร่วมโครงการด้วยการนำเสนอภาพถ่ายที่เป็นมุมมองของความสุขและความหวัง โดยภาพที่เธอถ่ายเป็นภาพเด็กๆ มุสลิมทำกิจกรรมวันปีใหม่ร่วมกับเด็กๆ ชาวไทยพุทธในโรงเรียนวัดประจำหมู่บ้าน ซึ่งมีทั้งการละเล่นต่างๆ และกิจกรรมการแสดงร่วมกัน

“อยากให้เห็นว่าในชุมชนไม่ได้มีการแบ่งแยกระหว่างไทยพุทธและมุสลิม เราทำกิจกรรมร่วมกันในวัดได้ เราทำกิจกรรมร่วมกันในมัสยิดได้ เราไม่ได้แบ่งแยก เราอยู่ร่วมกันอย่างสันติ”

“ส่วนอีกภาพที่ถ่ายแม่ เพราะอยากให้คนเห็นผู้หญิงคนนี้ว่าเป็นอย่างไร แม่อาจจะเศร้าในระยะแรกๆ ที่ต้องสูญเสียพ่อไป แต่ด้วยภาระหน้าที่ที่ต้องเลี้ยงดูลูก แม่จะเศร้าอยู่ไม่ได้ เพราะต้องเป็นผู้นำครอบครัวแทนพ่อ หนูกับแม่ก็เลยเป็นกำลังใจให้กัน เพื่อก้าวผ่านช่วงวันร้ายๆ ไปให้ได้” สุรีรัตน์ กล่าว

“เบื้องหลังชีวิต” ที่ชายแดนใต้ คือเรื่องราวของผู้คนที่ยังคงดำเนินต่อไป และยังฝันใฝ่ถึงสันติภาพและความสุขสงบร่มเย็น....



------------------------------------------------------------------------------------------------

*ปิยะศักดิ์ อู่ทรัพย์ เป็นหนึ่งในทีมงานของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ หรือดีพเซาท์วอทช์ และเป็นอดีตผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวอิศรา

บรรยายภาพ :

1 กับ 3 บางส่วนของภาพในนิทรรศการภาพถ่าย "เบื้องหลังชีวิต"

2 อาจารย์สุรัตน์ โหราชัยกุล ขณะกล่าวเปิดงาน

NGOมาเลย์บอยคอตต์สินค้าไทย

สำหรับเครือข่ายเอ็นจีโอดังกล่าว ประกอบด้วย สมาคมผู้บริโภคอิสลามมาเลเซีย(Persa tuan Pengguna Islam Malaysia:PPIM)องค์กรนักศึกษามลายูคาบสมุทรตะออกเฉียงใต้ (Ga bungan Pelajar Melayu Semenanjung: GMPS) และสภาร่วมระหว่างองค์กรพัฒนาเอกชน (Majlis Permuafakatan Antara NGO-NGO:Mapan)

ชวนไม่ซื้อ"คอลเกต-ไก่ 5 ดาว"
นายนูรนิวานดี มัตนูดิง ประธานพีพีไอเอ็ม ให้สัมภาษณ์ว่า การคว่ำบาตรครั้งนี้ไม่ใช่ความ รุนแรงทางเศรษฐกิจ ในทางตรงกันข้ามเป็นการส่งสัญญาณแก่รัฐบาลไทย เพื่อให้รัฐบาลไทยระมัด ระวังในการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยอำนาจของผู้บริโภคพีพี ไอพี สมาคมนักศึกษาและมาปัน มั่นใจว่า การบอยคอตต์จะเลือกสินค้า 2 อย่างของไทย คือยาสีฟัน คอลเกตและไก่ย่าง 5 ดาว ของบริษัทซีพี เพื่อพยายามกดดัน พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ให้ใช้ความรุนแรง ต่อสังคมอิสลามในภาคใต้ ด้วยมาตรการนี้ สังคมสามารถส่งสัญญาณถึงความโกรธและแสดงความ เสียใจต่อวิธีการแก้ไขปัญหาของ พ.ต.ท.ทักษิณ

"การต่อต้านซื้อสินค้าจะทำอย่างต่อเนื่องและเผยแพร่ไปทั่วโลก ที่เป็นสมาชิกขององค์การที่ ประชุมมุสลิมโลก(โอไอซี)ผ่านทางความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เพราะขณะนี้มีพี่น้องมุส ลิมกว่า 1 พันคน เสียชีวิตในเหตุการณ์ความรุนแรงภาคใต้(ตามที่NGOไทยบอก) อีกทั้ง เมื่อเดือนสิงหาคม 2548 ก็มีประชา ชน 131 คน หนีภัยการเมืองสู่รัฐกลันตัน โดยให้เหตุผลว่าหนีความรุนแรง"นายมัตนูดิง กล่าว

วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2553

สเปน!ออกกฎเหล็กห้ามสตรีมุสลิมสวมฮิญาบในที่สาธารณะ


เมืองบาร์เซโลน่าประเทศสเปน ออกกฏ ห้ามสตรีสวมผ้าคลุมศีรษะเดินในอาคารสาธารณะ โดยอ้างว่าการสวมผ้าคลุมศีรษะเป็นการลิดรอนเสรีภาพของสตรี สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมืองบาร์เซโลน่า ประเทศสเปน ถือเป็นเมืองแรกในประเทศสเปนที่ห้ามสตรีสวมผ้าคลุมศีรษะทุกชนิด ที่เรียกว่า บุรก้า หรือ ฮิญาบในอาคารสาธารณะ อาทิ ห้องสมุด และตลาด เพื่อปิดบังศีรษะหรือใบหน้า
โดยนายอัลเบอร์โต เฟอร์นานเดซ สมาชิกสภาเมืองบาร์เซโลนา กล่าวว่า การใช้ผ้าบุรก้าและหิญาบจะค่อยๆทำลายศักดิ์ศรีและเสรีภาพของผู้หญิง คำสั่งของทางนายกเทศมนตรีถือว่าประนีประนอมมากแล้ว เพราะจริงๆแล้วนอกจากการบังคับใช้ภายในอาคารสาธารณะ ก็ยังมีความจำเป็นที่ต้องให้มีการบังคับใช้บริเวณท้องถนนอีกด้วยโดยการออกกฏในครั้งนี้จะมีผลบังคับใช้ หลังช่วงฤดูร้อนปีนี้ทั้งนี้ประเทศสเปนเคยตกอยู่ภายใต้การปกครองของชาวมัวร์ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม ในช่วงระหว่างคริสตศตวรรษที่ 8-15 จากข้อมูลในปี 2009 พบว่ามีประชากรชาวสเปนที่นับถือศาสนาอิสลามประมาณ 1.4 ล้านคน หรือประมาณ 3 % ของประชากรทั้งหมด นอกจากนั้นประเทศฝรั่งเศสและเบลเยี่ยม ก็ได้ออกกฏที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันนี้เช่นกัน โดยอ้างว่าการสวมผ้าคลุมศีรษะเป็นการลิดรอนเสรีภาพของสตรี

“บทเรียน 6 ปีไฟใต้ถึงความรุนแรงในเมืองหลวง”

ฝ่าวิกฤตการเมืองไทย ทางสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย เชิญ อ.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผอ.สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ และคุณกิตติภพ สิทธิสว่าง ตัวแทนกลุ่มรักษ์จะนะ จังหวัดสงขลา ผู้เคลื่อนไหวคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ อ.จะนะ จนถูกจับกุมตัว มาพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการเปรียบเทียบสถานการณ์ระหว่างกรุงเทพฯ กับ สามจังหวัดชายแดนใต้ ดำเนินรายการโดย คุณณัฏฐา โกมลวาทิน

พิธีกร : ประเด็นหลักที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้กับปัญหากรุงเทพฯที่เกิดขึ้นนั้นเหมือนกันอย่างไร

อ.ศรีสมภพ : สิ่งที่เหมือนกันคือเรื่องของความชอบธรรมของรัฐในการจัดการกับปัญหาทางการเมืองการปกครอง ซึ่งสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาทางการเมืองในเรื่องของอัตลักษณ์ ชาติพันธุ์ ศาสนา วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่และเป็นปัญหาพิเศษ จึงเกิดการต่อสู้ในเชิงสัญญลักษณ์เพื่อจัดการแก้ปัญหาเรื่องการปรับโครงสร้างการปกครองให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมที่พิเศษ บางส่วนมีความต้องการในแง่ของการแยกดินแดน ดังนั้นจึงเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้นมา และปัญหาที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ นั้นเป็นเรื่องของความชอบธรรมในเรื่องการเมืองการปกครองของรัฐธรรมนูญปี2540

คุณกิตติภพ : รัฐใช้อำนาจรวมศูนย์ในการตัดสินใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น แทนที่จะทำความเข้าใจและรับฟังเสียงของชาวบ้าน เช่นในเรื่องของโครงการแยกก๊าซ โครงการอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ระบบอุตสาหกรรมเคมี และโรงไฟฟ้า ทั้งหมดนี้กระทบถึงฐานชีวิตของคนในชุมชน ทะเล คลอง อากาศ โดยชาวบ้านได้เรียนรู้จากบทเรียนที่ผ่านมาจากมาบตาพุด ทำให้พวกเขารู้ว่า หากพัฒนาไปในทิศทางนั้นจะทำให้พวกเขาไม่สามารถอยู่ได้ และเมื่ออยู่ไม่ได้พวกเขาจึงต้องลุกขึ้นมาปกป้องตัวเอง จึงทำให้เกิดผลคัดค้านอย่างต่อเนื่อง จนถึงขั้นการใช้ความรุนแรงในการทุบตีชาวบ้านที่มาเรียกร้องชุมนุม มันทำให้เกิดปัญหารุนแรงขึ้นอีกขั้น รวมถึงความรู้สึกของชาวบ้านที่มีต่อภาครัฐอย่างไม่ดีนัก อีกทั้งทางภาครัฐไม่ได้เห็นความสำคัญของชาวบ้านเท่าที่ควร ตั้งแต่ในระดับ อบต. นายอำเภอ ผู้ว่าราชการ ตลอดจนรัฐมนตรี ที่ไม่ออกมาคลี่คลายปัญหา

พิธีกร: ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีเจ้าหน้าที่เข้าไปปฏิบัติงานหลายหมื่นนาย ชาวบ้านปรับตัวอย่างไรกับสภาวะการดูแลของเจ้าหน้าที่อย่างเข้มข้น

อ.ศรีสมภพ : จากที่ได้สำรวจความคิดเห็นของชาวบ้าน ชาวบ้านส่วนใหญ่มีความรู้สึกไม่เห็นด้วยกับการที่มีทหารจำนวนมากเข้าไปอยู่ในพื้นที่ เพราะมาจากความขัดแย้ง ความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่ใช่เป็นสาเหตุหลักของปัญหาทั้งหมด เป็นเพียงเฉพาะบางกรณี ซึ่งการไม่เห็นด้วยของชาวบ้านเป็นความรู้สึกที่สะสมและต่อเนื่องที่มีต่อภาครัฐ

พิธีกร:ในภาวะอย่างนี้ที่เป็นที่เข้าใจกันได้ว่า มีกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ ในขณะที่รัฐบาลได้ส่งทหารเข้าไปปฏิบัติการ อีกด้านหนึ่งชาวบ้านคงรู้สึกไม่ค่อยพอใจหรือหวั่นไหวกับสิ่งที่เกิดขึ้น สถานการณ์แบบนี้จำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีเจ้าหน้าที่เข้าไปอยู่ เพื่อพยายามคลี่คลายและดูแลชาวบ้าน

ผอ.ศรีสมภพ :เพราะมีเงื่อนไขของฝ่ายรัฐบาลใน 2 ด้าน คือ การประกาศใช้กฏอัยการศึกเนื่องจากเกิดสถานการณ์ความรุนแรงในช่วงปี 2547 และประกาศ พรก.ฉุกเฉิน ในปี2548 และตามมาต่อเนื่องในปี 2550 แต่ต้องเห็นใจฝ่ายรัฐบาลที่สถานการณ์ในหลายปีที่ผ่านมาทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งการใช้กฏอัยการศึกก็สามารถลดความรุนแรงลงได้ แต่ผลกระทบที่ตามมาประชาชนมีความคิดในแง่ลบต่อทหารที่แก้กันยังไม่ตก และจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนใต้ตอนแรกคงไม่มีใครคิดถึงว่าจะยืดเยื้อมาถึงปัจจุบัน ในขณะเดียวกันกับปัญหาที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ หากยังไม่สามารถแก้ไขได้อาจจะทำให้เกิดการยืดเยื้อเหมือนกับสามจังหวัดชายแดนใต้ได้

พิธีกร : ที่จะนะ เหตุการณ์ได้ผ่านไป 8 ปี ตอนนี้สถานการณ์บรรยากาศเป็นอย่างไรบ้าง

คุณกิตติภพ : ปัญหายังคงอยู่ รัฐบาลพยายามผลักให้จะนะเป็นเขตอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความขัดแย้งที่โครงการ แต่เป็นเพราะพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ของมุสลิมที่มีวิธีคิดอีกแบบ ที่เกี่ยวข้องกับหลักศาสนา อยู่กันแบบเรียบง่าย ใช้เกษตรทรัพยากรที่มี และอยู่บนพื้นฐานของประเพณี วัฒนธรรม ซึ่งแต่เดิมวัฒนธรรมเป็นตัวเชื่อมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ในสังคมและเกิดการไว้เนื้อเชื่อใจกัน แต่ขณะนี้ไม่เป็นอย่างนั้น เพราะเมื่อมีโครงการเข้าไปทำให้เกิดกลุ่มทุน โดยการใช้อำนาจรัฐเข้าไปแทรกแซง ทำให้เกิดการแบ่งฝ่ายทำให้มีปัญหาขึ้นมาต่อเนื่อง เช่นในกรณีที่ชาวบ้านไปชุมนุมเพื่อปกป้องพื้นที่ 720 ไร่หน้าทะเลไว้ให้ชุมชน แต่ทางตำรวจไม่ยอมรับ ในขณะที่เจ้าหน้าที่จากต่างประเทศเข้าไปแจ้งความในเรื่องเดียวกันกับรับ แล้วผมกลับถูกดำเนินคดี จึงมีความรู้สึกที่จะต้องรวมตัวกันเพื่อให้เกิดความยุติธรรม

พิธีกร : ในพื้นที่ภาคใต้จากการที่รัฐบาลได้เข้าไปพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา ช่วยการพัฒนาภาคใต้ช่วยได้จริงหรือปล่าว

อ.ศรีสมภพ : ส่วนหนึ่งใช้ได้จริง เช่นโครงการการจ้างงานพิเศษให้แก่เยาวชน โครงการบัญฑิตอาสา และโครงการสร้างสิ่งก่อสร้างพื้นฐาน แต่ในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ การเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และการกระจายรายได้ต่าง ๆ ยังไม่ค่อยดี เพราะตัวชี้วัดในหลายๆ ด้านยังไม่เปลี่ยนแปลง เช่น ความยากจน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตต่างๆ ที่หลากหลาย ในส่วนของการแก้ปัญหาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้น หากทุกคนทุกภาคในประเทศเปิดใจกว้างยอมรับความแตกต่างที่ภาคใต้มีและเรียนรู้ความแตกต่างนั้นเพื่อจะได้ดำรงอยู่ร่วมกันในประเทศ ขณะเดียวกันคนในภาคใต้ก็ต้องรู้ถึงความแตกต่างและเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตบนความแตกต่างนี้เช่นกัน ซึ่งทั้งสองฝ่ายต้องเปิดใจกว้างและไม่มีอคติต่อกัน

พิธีกร : จุดที่จะเชื่อมต่อความขัดแย้งของคนในจะนะ พอมีเงินทุนเข้าไป ผู้คนขัดแย้งกัน อะไรที่จะให้คนเชื่อมต่อกัน คุยกันได้
คุณกิตติภพ :การใช้กระบวนการเรียนรู้ของกลุ่ม แล้วให้ข่าวเผยแพร่ไป สะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้น โดยมีเครือข่ายกลุ่มพื้นที่เข้ามาทำงานร่วมกัน จะทำให้คุยกันเพิ่มได้มากขึ้น แต่ภาครัฐยังคงดำเนินการต่อไปในส่วนของภาครัฐเอง โดยไม่สนใจถึงผลกระทบของชาวบ้าน

พิธีกร : ชาวบ้านปรับตัวอย่างไรในการใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่
ผอ.ศรีสมภพ :เรื่องของความกลัวของคนในพื้นที่มีอยู่แน่นอน ทางแก้ไขคือหลีกเลี่ยงไปในที่ที่ เปลี่ยว หรือไปในพื้นที่ที่ไม่รู้จักและไม่คุ้นเคย หลังจากนั้นก็จะเริ่มเข้าสู่ของการปรับตัว พอปรับตัวได้แล้วก็จะเริ่มคลายความกลัวลง ทำให้มีเวลาในการทำงานมากขึ้น เรื่องของการพูดคุยเพื่อสื่อสารกับคนในท้องถิ่น คนส่วนใหญ่จะพูดกับคนแปลกหน้าน้อยมาก เพราะเกิดมาจากความระแวง พวกเขาจะไว้ใจคนในพื้นที่เดียวกัน และสามารถพูดภาษาเพื่อสื่อสารกับเขาได้เท่านั้น ซึ่งในด้านของศาสนาก็เช่นกันที่ค่อนข้างจะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้พวกเขาไว้วางใจได้หรือไม่ คนในพื้นที่จะพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไม่พูดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งต่อกันขึ้น

พิธีกร : ถ้าเปรียบเทียบในสิ่งที่เกิดขึ้นในภาคใต้และเหตุการณ์การชุมนุมในช่วงเวลานี้ จุดไหนที่เป็นเส้นบาง ๆ กั้นอยู่ว่าจะไม่เลยเถิดไปถึงสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กำลังเดินหน้าไปถึงจุดนั้นหรือเปล่า
อ.ศรีสมภพ : ขณะนี้ใกล้มาก เป็นสิ่งที่น่ากลัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเผชิญหน้าทั้งสองฝ่าย ระหว่างฝ่ายรัฐกับผู้ชุมนุม ดูท่าทีแล้วยังไม่มีการยอมรับระหว่างการเจรจา หากมีความุนแรงเกิดขึ้นอีก จะทำให้พื้นที่สาธารณะเป็นพื้นที่ที่ไม่ปลอดภัย ทำให้เกิดความเสียหายสูง

พิธีกร : ในส่วนของภาคประชาชนคนกรุงเทพฯเองคงมีความรู้สึกกลัวอยู่ในใจ ควรที่จะมีวิธีคิดยังไงกับการเฝ้าดูเหตุการณ์

อ.ศรีสมภพ : จุดแรกที่จะต้องคิดก็คือ ต้องลดอคติในเรื่องของการกระทำที่มีต่อกันก่อน หลีกเลี่ยงการพูดถึงความรุนแรงที่ว่าใครกระทำก่อน เพราะตอนนี้ยังอยู่ในช่วงของความสับสน ทั้งสองฝ่ายต้องระวังเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้นทั้งสองฝ่าย

พิธีกร : คุณกิติภพในฐานะเจ้าของในพื้นที่ในจะนะ ถ้าถอดหัวใจมาใส่ไว้ในใจคนกรุงเทพฯ จะทำให้เข้าใจมากยิ่งขึ้นหรือไม่ ว่าตอนนี้คนกรุงเทพฯจะถูกดึงไปสู่ความขัดแย้งมากขึ้น คนกรุงเทพฯจะมีการวางหลักคิดยังไง

ใต้ป่วนลาม"เทพา"บึ้มตลาดเจ็บระนาว ยะลาระเบิดรายวันสาหัส 3 ชรบ.สังเวย 2 ศพในสองวัน


อะหมัด รามันห์สิริวงศ์ / แวดาโอ๊ะ หะไร
โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา

ใต้ป่วนรับวันชาติมลายูปัตตานี วางระเบิดตลาดนัดนิคมเทพา จ.สงขลา ตูมสนั่นเจ็บห้า นายอำเภอเผยหวังสังหารทหารพราน เชื่อไฟใต้ลามหนักจากโคกโพธิ์ ปัตตานี สลดเหยื่อระเบิดร้านข้ามต้มกลางเมืองยะลาสิ้นใจเพิ่มอีกราย แถมในเขตเมืองยังตูมสนั่นรายวัน ทหารเจ็บอีกสาม เผยสองวัน ชรบ.เป้าสังหารสังเวย 2 ศพ รวบแกนนำก่อความไม่สงบ 52 หมายจับ

นายบุญพาศ รักนุ้ย นายอำเภอเทพา กล่าวว่า ผู้บาดเจ็บทั้งหมดอาการพ้นขีดอันตรายแล้ว โดยจากการตรวจสอบพบว่าคนร้ายนำวัตถุระเบิดซุกซ่อนในกระสอบปุ๋ย คล้ายเป็นถุงบรรจุปลาที่ชาวบ้านเพิ่งนำขึ้นมาจากทะเลรอจำหน่ายในตลาดนัดเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ ก่อนจะจุดชนวนระเบิดขึ้น เบื้องต้นสันนิษฐานว่าคนร้ายตั้งเป้าสังหารทหารพรานเพื่อสร้างสถานการณ์ เพราะเป็นเขตรอยต่อกับ อ.โคกโพธิ์

"จากการวิเคราะห์สถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น เชื่อว่าเป็นความพยายามของคนร้ายที่ต้องการสร้างสถานการณ์ในช่วงวันครบรอบสถาปนาสมัชชาประชาชนมลายูปัตตานี หรือวันชาติมลายูปัตตานี วันที่ 15 มิ.ย.ของทุกปี ประกอบกับระยะหลังคนร้ายมักก่อเหตุถี่ในพื้นที่ อ.โคกโพธิ์ ทั้งการยิงชาวบ้าน และปาระเบิดเอ็ม 67 ร้านคาราโอเกะ ล่าสุดจึงได้ขยายมายัง ต.ท่าม่วง อ.เทพา ซึ่งอยู่ติดกันด้วย" นายอำเภอเทพา ระบุ

วันอังคารที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ซาอุฯ ปฏิเสธรายงานข่าวอังกฤษ กล่าวหาเปิดน่านฟ้าให้ยิวใช้โจมตีอิหร่าน

TND
.: World Bulletinซาอุดิอาระเบีย ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก ปฏิเสธรายงานข่าวของอังกฤษเมื่อวันอาทิตย์(13)ที่กล่าวหาว่า กองทัพอากาศซาอุดิอาระเบียได้ทดลองปิดระบบป้องกันทางอากาศ เพื่อเปิดทางให้อิสราเอลใช้น่าฟ้าในการเข้าโจมตีอิหร่าน

รัฐบาลของซาอุดิอาระเบียได้ปฏิเสธรายงานข่าวของ Times of London ที่กล่าวหาว่ากองทัพอากาศซาอุดิอาระเบียได้ทดลองปิดระบบป้องกันทางอากาศ เพื่อเปิดทางให้อิสราเอลใช้น่าฟ้าในการเข้าโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน โดยระบุว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ไร้หลักฐาน

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าอิสราเอลมีหัวรบนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองประมาณ 200 หัวรบ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการข่มขู่และโจมตีชาติมุสลิม

รัฐบาลซาอุฯ ยังได้กล่าวย้ำว่า ซาอุดิอาระเบียจะไม่ยอมให้ชาติใด ใช้น่านฟ้า หรือพื้นที่ในการโจมตีชาติอื่น

นอกจากนี้ยังไม่กล่าวอีกว่า การนำเสนอข่าวควรคำนึกถึงหลักความจริงด้วย เนื่องจากอิสราเอล และซาอุดิอาระเบียไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน

ทั้งนี้เมื่อวันอังคาร(15)ที่ผ่านมา อุปทูตซาอุดิอาระเบียประจำประเทศไทย ได้ออกแถลงการตอบโต้การนำเสนอข่าวที่บิดเบือนของอังกฤษ โดยระบุว่า การนำเสนอข่าวดังกล่าวเป็นการกล่าวหา ให้ร้ายราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย

การละเลยของผู้ปกครอง




เหตุใดแผนปรองดองแห่งชาติของนายกอภิสิทธิ์ถึงไม่ระบุ 3 จังหวัดรวมอยู่ในโรดแม็ปของรัฐบาลด้วย ทั้งๆที่ปัญหา 3 จังหวัดต้องการแผนปรองดองมากกว่าพื่นที่อื่นในประเทศไทย เนื่องจากพี่น้องประชาชนต้องใช้ชีวิตภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาแล้ว 5 ปีเต็ม ต้องเผชิญกับอันตรายจากขบวนการเรียกร้องเอกราชและถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่ของรัฐเอง หลังจากพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลสถานการณ์ 3 จังหวัดไม่ดีขึ้นเลยมีแตแย่ยิ่งกว่าเดิมหรือ ครม. ของนายกอภิสิทธิ์ไม่ให้ความสนใจคน 3 จังหวัดเลย *เป็นเพราะเหตุนี้หรือเปล่าที่ขบวนการเรียกร้องเอกราชต้องการปลดปล่อยจากรัฐที่มีคงามไม่เท่าเทียมกัน*


ผู้ใต้ปกครอง

ชาวจะนะขึ้นป้าย “ท่านจุฬาฯ ขอรับ... ช่วยคืนดินวะกัฟให้กับอัลลอฮฺ”


เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2553 เวลาประมาณ 10:30 น.ตัวแทนกลุ่มปกป้องที่ดินวะกัฟและขอทวงคืน อ.จะนะ จ.สงขลา จำนวนประมาณ 20 คน เดินทางมาบริเวณสี่แยกหอนาฬิกา อ.จะนะ จ.สงขลา เพื่อนำแผ่นป้ายไม้กระดานมีข้อความว่า “ท่าน จุฬาฯ ขอรับ ช่วยคืนดินวะกัฟให้กับอัลลอฮฺ” มาติดตั้งไว้คู่กับป้ายแสดงความยินดีต่อนายอาศีส พิทักษ์ คุมพล เนื่องในโอกาสรับเลือกเป็นจุฬาราชมนตรี คนที่ 18 ซึ่งมีผู้อื่นนำมาติดตั้งไว้ก่อนแล้ว

ทั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2553 ตัวแทนกลุ่มปกป้องที่ดินวะกัฟได้เดินทางไปร่วมแสดงความยินดีกับผู้ที่จะได้ รับเลือกเป็นจุฬาราชมนตรีคนใหม่ โดยทางกลุ่มเองก็ไม่ทราบมาก่อนว่าจะเป็นใคร ภายหลังจากทราบผลการเลือกตั้งชัดเจนแล้วจึงได้ประสานงานขอยื่นหนังสือเพื่อ แสดงความยินดีและร้องเรียนให้จุฬาราชมนตรีคนใหม่แก้ไขปัญหากรณีที่ดินวะกัฟ ซึ่งเป็นทางสาธารณประโยชน์ในพื้นที่อำเภอจะนะ

เนื่องจากสำนักจุฬาราชมนตรีในชุดก่อนได้ทำการวินิจฉัยเรื่องนี้ ไว้ว่า “ไม่มีหลักฐานชัดเจนที่แสดงว่าทางสาธารณะดังกล่าวได้มาโดยการวะ กัฟของชาวมุสลิม” และเห็นด้วยกับกับการแลกเปลี่ยนที่ดินวะกัฟหรือทาง สาธารณประโยชน์ดังกล่าวให้แก่ บริษัท ทรานส์ ไทย – มาเลเซีย (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อใช้เป็นที่ตั้งโรงแยกก๊าซของ บริษัท ทรานส์ ไทย – มาเลเซีย (ประเทศไทย) จำกัด ทั้งที่การวินิจฉัยครั้งนั้นไม่ได้มีกระบวนการสอบสวนรับทราบข้อเท็จจริงที่ ถูกต้อง เป็นการใช้กระบวนการรับฟัง สรุปข้อเท็จจริงด้านเดียว ฝ่ายเดียว คือข้อมูลจากฝ่ายราชการ และบริษัทผู้ได้ประโยชน์จากการใช้ที่ดินวะกัฟ ไม่เคยรับฟังข้อมูลจากกลุ่มผู้ร้อง เรียนซึ่งประกอบด้วยทายาท พยานของการวะกัฟเส้นทาง รวมถึงไม่เคยรับฟังข้อเท็จจริงของประชาชนผู้เดือดร้อนจากการปิดกั้นเส้น ทางสาธารณประโยชน์จากการกระทำของบริษัทฯ ซึ่งทำให้ประชาชนไม่สามารถสัญจร ใช้ประโยชน์ในเส้นทางวะกัฟดังกล่าวได้ต่อไป จึงเป็นการวินิจฉัยโดยมิได้เป็นไปตามหลัก นิติศาสตร์อิสลาม ทำให้หลักการสำคัญของการวะกัฟตามหลักการศาสนาต้องถูกบิดเบือนไป ตามความประสงค์ของอำนาจฝ่ายรัฐและผลประโยชน์ของฝ่ายทุน

นายประกอบ หลำโส๊ะ ผู้มาร่วมติดตั้งป้ายดังกล่าว กล่าวว่า “วัน ที่พวกเราไปยื่นหนังสือนายอาศีส พิทักษ์คุมพล กลับปฏิเสธไม่ยอมรับหนังสือ และเดินหนีไปขึ้นรถเดินทางออกจากศูนย์บริหารกิจการศาสนาฯ อย่างรีบร้อนโดยไม่ยอมรับฟังคำชี้แจงใดๆ จากพวกเรา ที่แย่ไปกว่านั้นคือผู้ติดตามของนายอาศีส พิทักษ์ คุมพล ยังพยายามข่มขู่คุกคามตัวแทนกลุ่มฯ อีกด้วย พวกเรารู้สึกผิดหวังในตัวว่าที่จุฬาราชมนตรีคนใหม่มาก”

นางจันทิมา ชัยบุตรดี ตัวแทนกลุ่มปกป้องฯ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า “ในวันนั้นพวกเราเห็นว่า เมื่อผลเลือกตั้งเป็นเช่นนี้ก็เป็นโอกาสดีที่เราน่าจะเข้าถึงตัวจุฬา ราชมนตรีได้ง่ายขึ้น เพื่อทำความเข้าใจ หาทางแก้ไขปัญหาที่ดินวะกัฟเพราะท่านเป็นคนบ้านเรา แต่กลับกลายเป็นตรงกันข้าม ท่านไม่ยอมคุยกับเรา เราจึงต้องนำป้ายนี้มาติดตั้งเพื่อรณรงค์สร้างความเข้าใจให้กับสาธารชน และเรียกร้องให้ท่านจุฬาฯ คนใหม่จริงจังแก้ปัญหานี้”

นายเจะหมัด สังข์แก้ว กล่าวเพิ่มเติมว่า “หลัง กลับจากไปร่วมฟังผลการเลือกตั้งจุฬาฯ มีการข่มขู่มาจากฝ่ายผู้ติดตามท่านอาศีสว่าไม่พอใจถึงขั้นจะเอาชีวิตพวกเรา เรา จึงอยากจะฝากถึงท่านอาศีสว่าช่วยควบคุมดูแลพฤติกรรมคนของท่านด้วย นอกจากนี้หลายคนมีความเห็นตรงกันว่า การที่ท่านไม่ยอมรับหนังสือร้องเรียนในครั้งนี้ ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีกเนื่องจากอาจทำให้ผู้ที่ทราบ เรื่องราวเข้าใจไปได้ว่า นายอา ศีส พิทักษ์คุมพลเองมีส่วนเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยที่ ผ่านมา โดยตั้งใจให้เป็นไป “เพื่อสมประโยชน์ของ บริษัท ทรานส์ ไทย-มาเลเซีย (ประเทศไทย) จำกัด” ซึ่งเป็นการสร้างความเสียหายแก่ตัวนาย อาศีสเอง และสร้างความเสียหายต่อพี่น้องมุสลิมโดยรวมเช่นกัน”

หลังจากนั้นสมาชิกกลุ่มจึงเดินทางไปติดตั้งป้ายรณรงค์เพิ่มเติม บริเวณสามแยกบ้านสะหลุดทางไปอำเภอนาทวี และริมถนนทางเข้าโรงแยกก๊าซธรรมชาติทรานส์ไทย-มาเลเซีย แล้วจึงแยกย้ายกันกลับบ้านเวลาประมาณ12:30 น.

วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ยะลาเดินหน้าหามือปาระเบิดย่านตลาดเก่า-เสียชีวิตเพิ่มรายที่ 2


ยะลา 14 มิ.ย.- พ.ต.สมคิด คงแข็ง รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่ 11 พร้อมชุดสืบสวนสอบสวน สภ.เมืองยะลา และอาสาสมัครรักษาดินแดนอำเภอเมืองยะลากว่า 100 นาย กระจายกำลังเข้าตรวจค้นบ้านเป้าหมายอย่างต่อเนื่องในย่านตลาดเก่า เขตเทศบาลนครยะลา เช้าวันนี้ (14 มิ.ย.) เพื่อค้นหาเบาะแสผู้ก่อเหตุปาระเบิดใส่รถทหารที่ปากซอย 14 ถ.สิโรรส ย่านตลาดเก่า เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีผู้บาดเจ็บ 23 ราย และเหตุปาระเบิดใส่ร้านหมูกะทะกับร้านข้าวต้มเมื่อคืนวันที่ 12 มิ.ย. มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บอีก 24 ราย โดยเจ้าหน้าที่ใช้เวลาค้นหาประมาณ 1 ชั่วโมง ไม่พบผู้ต้องสงสัยและหลักฐานใด ส่วนอาการของผู้บาดเจ็บจากเหตุระเบิดร้านข้าวต้ม ซึ่งนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา ล่าสุด (14 มิ.ย.) เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย คือนายสุนันท์ แก้วรัตน์ อายุ 57 ปี ทางญาติเตรียมรับศพนำไปบำเพ็ญกุศล. -สำนักข่าวไทย

วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ใต้อึมครึมครูดับอีกศพ สองวันยิง-บึ้ม 4 จุด จนท.เจ็บ 8


ใต้เดือดรายวัน ประกบยิงครูที่โคกโพธิ์ดับอีกศพ ผบ.พตท.เต้นสั่งสอบมาตรการรักษาความปลอดภัย จี้ทบทวนด่วน เหตุกำชับแล้วกำชับอีกก็ยังปล่อยให้เกิดเรื่อง สถานการณ์ในพื้นที่วุ่นหนัก สองวัน "ยิง-บึ้ม" ถล่มเจ้าหน้าที่ 4 จุด เจ็บรวม 8 นาย กราดยิงผู้ใหญ่บ้านสาหัสที่รือเสาะ ค้นบ้านต้องสงสัยที่จะกว๊ะ เจอเอกสารผลิตระเบิดเพียบ ด้าน ผบ.ทบ.ล่องใต้เรียกประชุมผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ

สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงวิกฤติและเกิดเหตุรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเวลา 15.30 น.วันพฤหัสบดีที่ 3 มิ.ย.2553 พ.ต.ท.กีรติ แวยูโซ๊ะ รองผู้กำกับการ สภ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี รับแจ้งเหตุยิงกันบนถนนสายโคกโพธิ์-เทพา หน้าปั๊มน้ำมันบางจาก ท้องที่หมู่ 2 บ้านกาโผะ ต.โคกโพธิ์ จึงรีบนำกำลังรุดไปตรวจสอบ พร้อมด้วย พล.ต.ต.พิเชษฐ์ ปิติเศรษฐพันธ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี (ผบก.ภ.จว.ปัตตานี)

ในที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า หมายเลขทะเบียน ฌ 7700 ปัตตานี ล้มคว่ำอยู่ข้างทาง ข้างๆ กันมีกองเลือดกองใหญ่ ส่วนผู้บาดเจ็บมีพลเมืองดีช่วยกันนำส่งโรงพยาบาลโคกโพธิ์แล้ว คือ นายบุญนำ ยอดนุ้ย อายุ 41 ปี ครูโรงเรียนบ้านท่าคลอง โดยนายบุญนำถูกยิงด้วยอาวุธปืนพกสั้นขนาด .38 เข้าที่ลำตัว 3 นัด อาการสาหัส แพทย์ได้พยายามช่วยเหลืออย่างเต็มที่ แต่เนื่องจากเสียเลือดมาก จึงเสียชีวิตในเวลาต่อมา

สอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ นายบุญนำกำลังขี่รถจักรยานยนต์มุ่งหน้ากลับบ้าน โดยมีเพื่อนครูขี่รถจักรยานยนต์ตามหลังมาด้วยจำนวน 5 คัน เมื่อถึงที่เกิดเหตุมีคนร้าย 2 คนขี่รถจักรยานยนต์ตามประกบอย่างรวดเร็ว และชักอาวุธปืนกระหน่ำยิงใส่นายบุญนำหลายนัดต่อหน้าต่อตาเพื่อนครูที่ขี่รถตามหลัง ทำให้รถเสียหลักล้มลงข้างทาง และนายบุญนำได้รับบาดเจ็บ ก่อนจะเสียชีวิตดังกล่าว ขณะที่คนร้ายเร่งเครื่องรถหายไปอย่างไร้วี่แวว เบื้องต้นตำรวจสันนิษฐานว่าเป็นการกระทำของกลุ่มก่อความไม่สงบ

หลังเกิดเหตุ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้ส่งข้อความสั้นทางโทรศัพท์มือถือ แจ้งว่าเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัววัยรุ่นต้องสงสัยได้ 2 คน ขณะกำลังผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า คาดว่าน่าจะเกี่ยวกับเหตุการณ์ประกบยิงครูบุญนำ แต่จากการตรวจสอบของผู้สื่อข่าวไปยังหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 24 เจ้าของพื้นที่ กลับได้รับการยืนยันว่าเป็นเพียงผู้ต้องสงสัย ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ และควบคุมตัวไว้ได้เพียงคนเดียว

ทั้งนี้ นายบุญนำเป็นครูรายที่ 2 ที่ถูกยิงเสียชีวิตในห้วงเวลาไม่ถึง 1 เดือน โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 7 พ.ค. ก่อนเปิดภาคเรียนใหม่เพียง 10 วัน คนร้ายได้ก่อเหตุลอบยิง นายภาศ ลาภเจือจันทร์ อายุ 45 ปี ครูโรงเรียนบ้านกรือเซะ ต.เมาะมาวี อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เสียชีวิตมาแล้ว โดยนายบุญนำนับเป็นบุคลากรทางการศึกษารายที่ 129 ที่ต้องสูญเสียชีวิตในสถานการณ์ความไม่สงบที่ดำเนินมากว่า 6 ปี

วันอังคารที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ระเบิดรถสายตรวจตร.ขณะลาดตระเวน เจ็บ 1 ที่ปัตตานี


เมื่อเวลา 11.45 น. วันที่ 1 มิถุนายน พ.ต.อ.อำนาจ ดี ผกก.สภ.สายบุรี จ.ปัตตานี ได้รับแจ้งมีเหตุระเบิดขึ้นบริเวณริมถนนสาย 42 ปัตตานี-นราธิวาส ม.10 บ้านบาโงมูหลง ต.เตราะบอน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี หลังรับแจ้งจึงรีบนำกำลังไปที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย กำลังตำรวจ ทหาร และชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด และตำรวจพิสูจน์หลักฐานปัตตานี ไปถึงพบรถยนต์กระบะสายตรวจ 4 ประตู แบบหุ้มเกราะของตำรวจ ทะเบียน ตราโล่ สภาพเป็นรูสะเก็ดระเบิดตามตัวถังข้างรถ แต่ไม่ทะลุ และมีตำรวจบาดเจ็บเจ็บถูกนำส่ง รพ.สมเด็จพระยุพราชอำเภอสายบุรี ทราบชื่อ สตท.มานิตย์ แก้วภักดี อายุ 28 ปี มีบาดแผลถูกบริเวณต้นคอ บาดเจ็บ



ตรวจสอบในที่เกิดเหตุพบหลุมบนกองเนินทราย และมีชิ้นส่วนระเบิดกระจายไปทั่วบริเวณ นอกจากนั้นพบเศษเหล็กถังแก๊ซปิกนิค ที่บรรจุระเบิด น้ำหนัก 7.5 กก. และพบชิ้นส่วนของรีโมทอีกด้วย



จากการสอบสวนก่อนเกิดเหตุทราบว่า ขณะที่ รถยนต์สายตรวจของ สภ.สายบุรี ได้ออกลาดตระเวนดูแลความสงบเรียบร้อยบนถนนสาย 42 ระหว่าง อ.สายบุรี- จ.นราธิวาส โดยมีตำรวจอยู่ด้านหน้า 4 คน และอยู่กะบะท้าย 2 คน พอขับมาถึงที่เกิดเหตุ ได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวน ซุ่มอยู่ พอได้จังหวะที่รถสายตรวจผ่านมาจุดที่คนร้ายตั้งระเบิดจึงได้กดรีโมททำให้เกิดระเบิดแรงระเบิดทำให้รถสายตรวจเสียหาย และตำรวจบาดเจ็บดังกล่าว