วันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคง ผูกคอตายจริงหรือ!

ผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคง ผูกคอตายจริงหรือ!
ตามที่หลายๆสำนักข่าวได้นำเสนอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับกรณีการเสียชีวิตของ นายสุไลมาน แนซา อายุ 25 ปี เป็นผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคง โดยถูกควบคุมตัวเมื่อวันที่ 22 พค.ที่ผ่านมา ที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ว่าเมื่อวันที่ 30 พค.2553 เวลา 10.00 น. นายเจ๊ะแว แนซา อายุ 59 ปีซึ่งเป็นบิดาของผู้ตายนั้น ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ทหาร ศูนย์เสริมสร้างความสมานฉันท์ ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นหน่วยงานที่นำผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคงเข้าสู่กระบวนการซักถาม ว่านายสุไลมาน แนซา ได้เสียชีวิตแล้ว โดยอ้างว่าเนื่องจากผูกคอตายในห้องพัก เมื่อเวลา 07.10 น.วันที่ 30 พค.2553 จึงขอให้มาร่วมชันสูตรศพและรับศพด้วย ดังนั้นนายเจ๊ะแว แนซา ผู้เป็นพ่อ พร้อมด้วยญาติพี่น้องรวมกว่า 10 คน ต่างไม่เชื่อกับการ
เสียชีวิตโดยผูกคอตาย จึงได้ติดต่อหน่วยงานที่เป็นภาคประชาสังคมหลายหน่วย รวมทั้งตัวแทน
เครือข่ายส่งเสริมสิทธิและเข้าถึงความยุติธรรมในพื้นที่ ได้เดินทางร่วมกัน เพื่อร่วมตรวจสอบ

เมื่อเปิดเข้าไปดูพบศพ นายสุไลมาน ได้ใช้ผ้าขนหนู ผูกคอตายตรงบริเวณหน้าต่างในห้อง
สภาพศพลิ้นจุกปาก เสียชีวิตมากว่า 5 ชั่วโมงแล้ว จากนั้นแพทย์ได้เข้าชันสูตรพลิกศพได้ทำการ
ตรวจสอบบริเวณร่างกายทั้งหมดเป็นขั้นตอนว่ามีรอยฟกช้ำหรือบาดแผลบริเวณใดบ้าง แต่ไม่พบบาด
แผลใดๆทั้งสิ้น ทุกฝ่ายและครอบครัวผู้เสียชีวิตที่มาตรวจสอบก็เป็นพยานมีการถ่ายรูปเป็นหลักฐาน
ทุกขั้นตอนการตรวจสอบ

โดยทางนายเจ๊ะแว ผู้เป็นพ่อ ไม่ติดใจอะไร ฝ่ายตรวจสอบอื่นๆก็เช่นกัน เพียงแต่สงสัยว่าทำไม
เมื่อสองวันที่ผ่านมา ญาติผุ้ตายได้มาเยี่ยมนายสุไลมาน พบว่ามีร่างกายอ่อนเพลีย ซึ่งทางทหาร
ผู้ดูแลแจ้งว่าร่างกายปกติ สามารถเดินไปมาที่ศูนย์ได้ปกติ นอกจากนั้น 2 วันที่ผ่านมาได้นำตัว
นายสุไลมาน ไปที่บ้าน อ.สายบุรี เพื่อไปตรวจสอบที่บ้านก็ยังมีสภาพปกติ จากนั้น นายเจ๊ะแว แนซา
พ่อของผู้เสียชีวิต ได้นำศพกลับไปที่ อ.สายบุรี นั้น
ปรากฎว่าผลการชันสูตรพลิกศพเบื้องต้นด้วยสายตาของญาติและ หน่วยงานภาคประชาสังคม
หลายหน่วย รวมทั้งหน่วยงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ได้เข้าไปตรวจสอบเป็นประจักษ์พยานร่วมกัน แล้วได้
ถ่ายรูปเก็บไว้ สิ่งที่เห็นคือศพ นายสุไลมาน แนซา อยู่ในสภาพผูกคอตายด้วยผ้าขนหนูตรงบริเวณหน้าต่างในห้องพัก สภาพศพลิ้นจุกปาก โดยแพทย์จากโรงพยาบาลหนองจิกได้เข้าชันสูตรศพและตรวจร่างกาย จากการตรวจร่างกายญาติพบว่าบริเวณลำคอมีรอยถลอก บริเวณใบหน้าและหน้าผากด้านขวามีรอยแผลเป็นทางยาว บริเวณหน้าท้องมีลักษณะคล้ายรอยจี้เป็นจุดๆและเอวด้านหลังมีลักษณะคล้ายรอยจี้เดียวกันเป็นแนวยาว บริเวณอวัยวะเพศมีคราบเลือดพบมีรอยแผลบริเวณอัณฑะ บริเวณต้นขามีลักษณะคล้ายรอยช้ำและบริเวณสะโพกมีแผลคล้ายรอยจี้เดียวกันเป็นบางจุด
ภายหลังจากชันสูตรศพที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร ทางครอบครัวได้นำศพกลับไปที่ อ.สายบุรี และทางองค์กรภาคประชาสังคมได้เชิญแพทย์จากโรงพยาบาลยุพราชสายบุรีตรวจร่างกายอีกครั้งที่บ้านของผู้เสียชีวิตเพื่อความสบายใจของทางครอบครัว
ข้อสังเกต

-จากการสอบถามนายเจ๊ะแว แนซา อายุ 59 ปี ผู้เป็นพ่อ บอกว่าหลังจากที่ลูกชายถูกควบคุมตัวทางครอบครัวได้ไปเยี่ยมลูกชายทุกวันและทุกครั้งที่ไปเยี่ยมตั้งแต่วันที่ 23-26 ครอบครัวสามารถเข้าเยี่ยมลูกชายได้ แต่ในวันที่ 27- 28 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้พบลูกชายโดยให้เหตุผลว่าลูกชายอยู่ในช่วงของการสอบสวน

-เมื่อวันศุกร์ที่ 28 พฤษภาคม ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ทหารได้มาตรวจค้นบ้านพร้อมกับนายสุไลมาน แนซา เพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม แต่จากการตรวจค้นไม่พบหลักฐานใดๆ

-จากการสอบถามนางสาวนูรมา แนซา อายุ 20 ปี น้องสาวผู้เสียชีวิต บอกว่าเมื่อวันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม ได้ไปเยี่ยมพี่ชายที่ค่ายอิงคยุทธฯ สังเกตเห็นว่าพี่ชายดูอ่อนเพลีย ทุกครั้งที่ตัวเองมาเยี่ยมพี่ชายตนสามารถจับมือถือแขนพี่ชายได้แต่ครั้งนี้เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ตัวเองเข้าใกล้พี่ชาย โดยให้เหตุผลว่าพี่ชายอยู่ในช่วงของการสอบสวน

-ญาติพบว่าจากการคลำลำคอพบว่าคอหัก บริเวณลำคอมีรอยถลอก บริเวณใบหน้าและหน้าผากด้านขวามีรอยแผลเป็นทางยาว บริเวณหน้าท้องมีลักษณะคล้ายรอยจี้เป็นจุดๆและเอวด้านหลังมีลักษณะคล้ายรอยจี้เดียวกันเป็นแนวยาว บริเวณอวัยวะเพศมีคราบเลือดพบมีรอยแผลบริเวณอัณฑะ บริเวณต้นขามีลักษณะคล้ายรอยช้ำและบริเวณสะโพกมีแผลคล้ายรอยจี้เดียวกันเป็นบางจุด

ผู้เสียชีวิตจากเหตุโจมตีมัสยิดปากีฯ เพิ่มเป็น 80 ราย


ผู้เสียชีวิตจากเหตุโจมตีมัสยิดปากีฯ เพิ่มเป็น 80 ราย
มือปืนที่คาดว่ามีอย่างน้อย 7 คนพร้อมอาวุธครบมือ บุกเข้าไปทางด้านหลังของมัสยิด 2 แห่ง ของชาวมุสลิมนิกายอาห์มาดี ที่ตั้งอยู่ห่างกันไม่กี่กิโลเมตรในเมืองลาฮอร์ ก่อนใช้อาวุธปืนกราดยิงผู้แสวงบุญที่กำลังประกอบพิธีละหมาด มือปืนบางส่วนยังปืนขึ้นไปบนหลังคาและยิงต่อสู้กับตำรวจ ขณะที่มือระเบิดฆ่าตัวตายจุดชนวนระเบิดภายในมัสยิดแห่งแรก หลังตำรวจพยายามบุกเข้าไปภายใน

เหตุรุนแรงส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 80 คน และอีกหลายสิบคนบาดเจ็บ แต่คาดว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากตำรวจยังคงยิงต่อสู้กับคนร้าย ซึ่งล่าสุดมีมือปืนเสียชีวิตแล้ว 2 คน และอีก 2 คนถูกจับกุม ขณะที่มือปืนอีก 3 คนยังหลบหนี จนถึงขณะนี้ยังไม่มีกลุ่มใดอ้างว่าเป็นผู้ก่อเหตุ แต่ตำรวจเชื่อเป็นฝีมือกลุ่มตอลีบานในปากีสถาน

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

Penghapusan Bahasa dan Budaya Melayu Muslim



Antara punca pemerintah Thai meneruskan penjajahan ke atas Selatan Thailand adalah kerana wilayah ini kaya dengan hasil alamnya. Wilayah ini sangat subur dan makmur sehingga mampu menyumbang sebanyak 40% Gross National Product (GNP) Thailand, namun hasilnya mereka hanya mendapat 2% sahaja dari kekayaan ala mini dan selebihnya ‘dirompak’ oleh kerajaan Thailand.

Penghapusan Bahasa dan Budaya Melayu Muslim
1)
Jika mereka menjadi pemimpin tertinggi pejabat di 3 wilayah besar ini, mereka membawa orang-orang Siam dari Utara untuk menjadi pegawai kerajaan. Orang-orang Melayu tidak ada yang menjadi pegawai kerajaan. Semua pegawai-pegawai bukan penduduk asli, tetapi semuanya Siam. Padahal 90% penduduk di 3 wilayah ini adalah Melayu-Muslim. Jumlah pegawai-pegawai kerajaan beragama Buddha sebanyak 75% dan umat Islam hanya 15%.

2)
Umat Islam dipaksa berbicara bahasa Siam, tidak dibenarkan menggunakan bahasa Melayu, perlu mengikut acara-acara ibadah mereka sehingga nama terpaksa ditukar menjadi nama Siam jika ingin bekerja di pejabat-pejabat kerajaan yang ada di Selatan Thailand sendiri pun. Nama seperti Ahmad, Yusuf, Abdul Kadir dan yang berunsur Islam dilarang jika ingin bekerja dipemerintahan.

3)
Mata pelajaran Sejarah Pattani dan Muslim Pattani tidak dibenarkan diajar disekolah-sekolah kebangsaan milik pemerintah, bahkan juga sekolah-sekolah swasta. Ia bertujuan agar anak-anak ini tidak tahu sejarah sebenar Pattani yang bagi pemerintah Pattani bukan negeri Melayu, tetapi keturunan dari Thailand.

4)
Bahasa Melayu tidak dibenarkan menjadi bahasa pengantar disekolah-sekolah sehinggakan nama-nama tempat pun diubah. Contohnya : Menara menjadi Narathiwat, Tebing menjadi Taling Can dan langgar menjadi ruk.

Suasana pemaksaan menggunakan bahasa Siam dan mengikuti budaya mereka ini telah dirasai oleh umat Islam sejak penjajahan Siam ke atas Pattani pada tahun 1902. Identiti local di Selatan Thailand sebenarnya lebih dekat dengan Kelantan dan Kedah. Maka tidak hairanlah jika Muslim Patani lebih biasa menggunakan bahasa Melayu berbanding bahasa Siam (Thai) yang digalakkan oleh pemerintah pusat sebagai bahasa rasmi Negara Thailand.

Namun, umat Islam Pattani tetap berusaha menyediakan alternative penyelamat kepada permasalahan ini. Agar identity Melayu dan Islam terus terpelihara, akhirnya mereka membuka Taman Dididikan Kanak-Kanak (Tadika) seperti madrasah setiap hari Sabtu dan Ahad dimana anak-anak usia sekolah rendah diminta untuk belajar agama menggunakan bahasa Melayu sebagai pengantar dimasjid-masjid dan dikampung-kampung. Bagi pemerintah Thai, mereka juga berusaha menghapuskan sekolah-sekolah ‘gantian’ ini dengan cara menyediakan juga sedikit pengajian agama disekolah kebangsaan,tetapi dengan sangat minima dan tenaga pengajarnya orang-orang yang rendah lulusan agamanya. Ini hanya taktik pemerintah Thai sahaja.

Bahkan, anak-anak Pattani yang pulang dari Timur Tengah mempelajari agama termasuk di Malaysia, Indonesia dan sebagainya, tidak diberi jawatan-jawatan didalam kerajaan Thailand. Akhirnya, anak-anak disekolah lebih berminat menggunakan bahasa Siam berbanding bahasa Arab.

Air mata umat Islam di lima wilayah yang didiami oleh majority umat Islam di Thailand masih belum kering.

Setiap hari ada sahaja laporan dari media mengenai kekejaman pihak regim tentera Thailand ke atas
umat Islam di wilayah-wilayah ini. Mungkin jika di Malaysia, wilayah-wilayah ini adalah sebuah negeri iaitu Pattani, Yala, Narathiwat, dan Songkhla. Entah berapa kali sudah Thailand bertukar Perdana Menteri, namun dasar dan sikap PM Thailand ke atas umat Islam sama sahaja, bahkan tidak ada kezaliman yang berkurang sedikit pun. Sejak konflik antara pemerintah Thailand dan bangsa Melayu Muslim Selatan Thailand mencapai kemuncaknya pada tahun 2004, lebih dari 3700 orang umat Islam terkorban baik yang dibunuh secara berhadapan, dibunuh secara diam-diam, hilang diculik dari rumah dan tidak pulang-pulang dan sebagainya.


วันเสาร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

คำขอ7ข้อต่อรัฐบาล ของหะยีสุหลง อับดุลกอเดร์ และชาวมลายูมุสลิม



คำขอ 7 ข้อต่อรัฐบาล ของหะยีสุหลง อับดุลกอเดร์ และชาวมลายูมุสลิม

1.ขอให้ปกครอง 4 จังหวัดนี้เป็นแคว้นหนึ่ง โดยมีผู้ดำรงตำแหน่งอย่างสูงให้มีอำนาจในการศาสนาสลาม มีอำนาจแต่งตั้งและปลดข้าราชการออกได้ ผู้ดำรงตำแหน่งนี้ต้องเป็นมุสลิมใน 4 จังหวัด

2.การศึกษาในชั้นประถมต้นจนถึงประถม7 ให้มีการศึกษาภาษามลายูตลอด

3.ภาษีที่เก็บได้ให้ใช้ภายใน 4 จังหวัดนี้เท่านั้น

4.ในจำนวนข้าราชการทั้งหมดขอให้มีข้าราชการชาวมลายูร้อยละ 85

5.ขอให้ใช้ภาษามลายูควบกับภาษาไทยเป็นภาษาราชการ

6.ให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดมีเอกสิทธิออกระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติการศาสนาอิสลามโดยความเห็นชอบของผู้มีอำนาจสูงสุด

7.ให้ศาลรับพิจารณาตามกฎหมายอิสลามแยกจากศาลจังหวัดมีโต๊ะกอฎี(ดาโต๊ะยุติธรรม)ตามสมควรและมีเสรีภาพในการพิจารณาชี้ขาด