อ.สายบุรี เป็นอำเภอติดทะเล อยู่ห่างจากตัวเมืองปัตตานีราว 40-50 กิโลเมตร จัดว่าเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุดอำเภอหนึ่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งยังเป็นหัวเมืองเก่าที่มีความรุ่งเรืองและมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีสถานที่สำคัญทั้งในทางศาสนา วัฒนธรรม และการปกครองมากมาย ปัจจุบัน อ.สายบุรี แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 11 ตำบล 64 หมู่บ้าน ประกอบด้วย ต.ตะลุบัน ต.ตะบิ้ง ต.ปะเสยะวอ ต.บางเก่า ต.บือเระ ต.เตราะบอน ต.กะดุนง ต.ละหาร ต.มะนังดาลำ ต.แป้น และ ต.ทุ่งคล้า
ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา สายบุรีเป็นหนึ่งในหลายอำเภอที่ถูกจัดให้เป็น “พื้นที่สีแดง” มีสถิติเหตุรุนแรงสูงมาก แม้ในช่วงปี 2551 ที่สถานการณ์ความไม่สงบในภาพรวมเริ่มคลี่คลายลงบ้าง แต่สายบุรีกลับยังตึงเครียดต่อเนื่อง บางเดือนเกิดเหตุถี่ยิบในระดับวันเว้นวันเสียด้วยซ้ำ อย่างเช่นในช่วงปลายปี 2551... 21 ธ.ค. คนร้ายลอบวางระเบิดบริเวณศาลาที่พักริมทาง บริเวณสามแยกบ้านทุ่งน้อย หมู่ 1 ต.ละหาร อ.สายบุรี เพื่อดักสังหารทหารพรานชุดลาดตระเวนที่มักแวะนั่งพักที่ศาลาแห่งนี้เป็นประจำ แรงระเบิดทำให้อาสาสมัครทหารพรานได้รับบาดเจ็บ 1 นาย
22 ธ.ค. เกิดเหตุคนร้ายซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ทหารพราน สังกัดร้อย ร.4409 กรมทหารพรานที่ 44 ซึ่งเป็นชุดคุ้มครองรถรับส่งนักเรียน บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 42 (ปัตตานี-นราธิวาส) ท้องที่บ้านวังชัย ต.ละหาร อ.สายบุรี เป็นเหตุให้ทหารพรานได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 1 นาย
24 ธ.ค. คนร้ายลอบวางระเบิดภายในโรงเรียนบ้านจะเฆ่ หมู่ 2 ต.แป้น อ.สายบุรี เพื่อดักสังหารทหารหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 26 จำนวน 6 นาย ปฏิบัติหน้าที่คุ้มครองครู ขณะกำลังนั่งพักผ่อนอยู่ที่ม้านั่งหินอ่อนภายในโรงเรียน แรงระเบิดทำให้ทหารได้รับบาดเจ็บ 3 นาย
25 ธ.ค. คนร้ายประกบยิง ร.ต.ต.มาหาหมัดสาเหด อัลยุฟรี อายุ 46 ปี รองสารวัตรสืบสวน สภ.สายบุรี ขณะขี่รถจักรยานยนต์สายตรวจของโรงพักออกจากชุมชนในเขตเทศบาลตำบลตะลุบัน อ.สายบุรี เสียชีวิตคาถนน
29 ธ.ค. คนร้ายจ่อยิง นายสุธรรม ทวีศรี อายุ 41 ปี และ นางโสธิดา สร้อยแก้ว อายุ 26 ปี อากับหลานซึ่งเป็นพนักงานบริษัท ทศท จำกัด (มหาชน) ประจำ อ.สายบุรี ขณะนั่งอยู่บนรถยนต์บริเวณจุดกลับรถบ้านมะนังดาลำ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 42 (ปัตตานี-นราธิวาส) ท้องที่หมู่ 1 ต.มะนังดาลำ อ.สายบุรี เสียชีวิตทั้งคู่ และที่สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดครั้งหนึ่งก็คือ เหตุการณ์คนร้ายใช้รถกระบะเป็นพาหนะ กราดอาก้าสังหาร นายอับดุลการิม ยูโซ๊ะ อายุ 46 ปี อิหม่ามประจำมัสยิดกาหยี เสียชีวิตบริเวณหน้ามัสยิด บนถนนตะลุบัน ต.ตะลุบัน อ.สายบุรี เมื่อเที่ยงวันที่ 30 ม.ค.2552 โดยอิหม่ามอับดุลการิมเพิ่งออกจากเรือนจำมาไม่ถึง 3 เดือน หลังจากถูกจับกุมในข้อหาครอบครองอาวุธสงคราม และถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดีนานนับปี กระทั่งถึงที่สุดศาลพิพากษายกฟ้อง หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ อำเภอริมทะเลแห่งนี้นับเป็น “เหตุร้ายอธิบายยาก” และเป็นโจทย์ข้อยากที่รัฐต้องเร่งแก้ เพื่อสถาปนาความสงบสุขให้คืนสู่ดินแดนสายบุรีโดยเร็ว
วันอังคารที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2553
อินไซด์กลันตัน...ภาพฝันแห่งสันติสุขแนบชิดชายแดนใต้

หลายคนคงเคยสังเกตเวลาที่พูดถึงปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้บ้านเราซึ่งกลายเป็นพื้นที่ขัดแย้งหนึ่งที่ทั่วโลกจับตามอง มักมีการหยิบยก “รัฐกลันตัน” ทางตอนเหนือของมาเลเซีย ติดกับจังหวัดนราธิวาสของไทย เป็นตัวอย่างของการอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์และสันติสุขของผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา ในท่วงทำนองของ “ดอกไม้หลากสีเสียงลือเสียงเล่าอ้างทำให้ใครหลายคนอยากรู้จัก "รัฐกลันตัน" มากกว่าหาดูในแผนที่...
“แวลีเมาะ ปูซู” ผู้สื่อข่าวสาวของ “อิศรา” มีประสบการณ์เดินทางเยือน “รัฐกลันตัน” ในโครงการ “นำคณะครูผู้สอนศาสนาอิสลามและนักเรียนไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องศาสนาและพบปะหารือกับมุขมนตรีรัฐกลันตัน” ซึ่งจัดโดยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต.
แม้จะเป็นโครงการที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่เรื่องราว “ดอกไม้หลากสี” ยังคงทันสมัยและน่าสนใจเสมอ...
แวะเยือนโกตาบารู
“กลันตัน” ณ วันนี้เป็นหนึ่งใน 13 รัฐของประเทศมาเลเซีย เป็นรัฐทางตอนเหนือสุดของประเทศ มี สุลต่านอิสมาแอล อิบนิ อัลมัรฮูม สุลต่านยะห์ยา ปุตรา และ พระชายา ตวนกูอานิส บินตี อัลมัรฮูม ตวนกูอับดุลฮามิด เป็นผู้ปกครอง และมีประชากรราว 5 แสนคน รัฐกลันตันแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 10 อำเภอ เป็นเมืองที่ปราศจากอบายมุข ไม่มีอาหารฮะรอม (อาหารที่ผิดหลักการทางศาสนาอิสลาม) พื้นที่ทางตอนเหนือของรัฐจรดพรมแดนไทยด้านจังหวัดนราธิวาส ขณะที่ “นครโกตาบารู” ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐ อยู่ห่างจากอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เพียง 25 กิโลเมตร และห่างจากอำเภอสุไหง-โกลก เมืองเอกริมชายแดนของจังหวัดนราธิวาสเพียง 45 กิโลเมตรเท่านั้น
แม้จะมีแม่น้ำโก-ลกกั้นเขตแดนทางภูมิศาสตร์ระหว่างไทยกับมาเลเซีย หรือจะกล่าวอย่างเฉพาะเจาะจงก็คือ ระหว่างนราธิวาสกับกลันตัน แต่ในความเป็นจริงแล้วชาวกลันตันกับผู้คนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความใกล้ชิดผูกพันกันอย่างมาก ทั้งในแง่ของพรมแดน วัฒนธรรม และเครือญาติตั้งแต่ระดับเชื้อพระวงศ์จนถึงประชาชนทั่วไป วันแรกของการเดินทาง คณะครูสอนศาสนาอิสลามและนักเรียนไทยมุสลิมได้มีโอกาสเข้าพบ ท่านสุรพล เพชรวรา กงสุลใหญ่ ณ เมืองโกตาบารู รัฐกลันตัน ซึ่งท่านกงสุลใหญ่ได้ฉายภาพให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างกลันตันกับไทยอย่างชัดเจน “แม้จะมีเส้นเขตแดนกั้นอยู่ แต่นั่นก็เป็นแค่เส้นเขตแดน เพราะความเป็นพี่เป็นน้องไม่ได้มีอุปสรรค ผู้คนจากทั้งสองประเทศยังคงไปมาหาสู่กัน มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่คล้ายคลึงกัน พูดได้ว่ากลันตันก็เหมือนกับภาคใต้ตอนล่างของไทย ผู้คนที่นี่อยู่กันอย่างสุขสงบ ผมคิดว่า ศอ.บต.จะได้เรียนรู้จุดแข็งของกลันตันเพื่อนำไปปรับใช้กับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป” ท่านสุรพล กล่าว
วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ใต้ตึงเครียดปาระเบิดหน้ามัสยิดที่สายบุรี "เด็ก-ผู้หญิง" รับเคราะห์

ใต้ตึงเครียดหนัก มือมืดปาระเบิดหน้ามัสยิดที่สายบุรี “เด็ก-ผู้หญิง” รับเคราะห์เจ็บ 3 ส่วนที่ทุ่งยางแดง คนร้ายแต่งกายคล้ายทหาร บุกยิงประชาชนคาบ้าน ตำรวจสันนิษฐานเป็นความพยายามสร้างความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชน ขณะที่เหตุยิงรายวันยังเพียบ เหยื่อมีทั้งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน-อส. ด้านศาลนราธิวาสนัด 2 ก.ย.นี้ ฟังคำสั่งรับ-ไม่รับฟ้องคดีซ้อมทรมาน “อิหม่ามยะผา” จนเสียชีวิตคาฐานทหาร
สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ช่วงสุดสัปดาห์นี้กลับมาตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุรุนแรงที่มีความอ่อนไหวสูงหลายเหตุการณ์ โดยเมื่อเวลา 20.15 น. วันเสาร์ที่ 19 มิ.ย.2553 คนร้ายจำนวน 2 คนมีรถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ ใช้ลูกระเบิดขว้างไม่ทราบชนิด ขว้างเข้าไปบริเวณหน้ามัสยิดนูรูลมุตตาลีน บ้านตะบิ้ง หมู่ 1 ต.ตะบิ้ง อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย ประกอบด้วย
1) ด.ช.อำราล แขวง อายุ 9 ปี อยู่บ้านเลขที่ 93 บ้านตะบิ้ง หมู่ 1 ต.ตะบิ้ง ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณหูด้านซ้าย มีบาดแผลบริเวณต้นขา
2) ด.ช.รอมซู อามิง อายุ 10 ปี อยู่บ้านเลขที่ 41 บ้านตะบิ้ง หมู่ 1 ต.ตะบิ้ง เช่นกัน ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณมือ และมีบาดแผลบริเวณก้นกบ อาการไม่สาหัส
3) นางอรัญญา โต๊ะกายอมาตี อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 43 บ้านตะบิ้ง หมู่ 1 ต.ตะบิ้ง ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณหน้าอก อาการไม่สาหัส
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่าเป็นการกระทำของกลุ่มก่อความไม่สงบ อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในพื้นที่ เพราะ อ.สายบุรี เกิดเหตุรุนแรงที่สร้างความกังขาในหมู่ประชาชนมาแล้วหลายครั้ง
วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2553
เบื้องหลังชีวิต” ความจริงผ่านคมเลนส์คนชายแดนใต้

ช่วงค่ำวันที่ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมา หอศิลปะวิทยนิทรรศน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดพื้นที่ให้กับนิทรรศการภาพถ่าย “เบื้องหลังชีวิต” หรือ Through Our Eyes ซึ่งเป็นการจัดแสดงภาพถ่ายที่ประกาศชัดเจนว่าเป็นผลงานของ “ช่างภาพมือสมัครเล่น” ที่ต้องการสะท้อนวิถีชีวิตและความจริงอีกบางแง่มุมของผู้คนในชุมชนต่างๆ ในแถบจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งถูกสังคมมองว่าเป็นหนึ่งใน “พื้นที่สีแดง”
อาสาสมัครที่บันทึกภาพเรื่องราวต่างๆ จากพื้นที่จริงกว่า 25 ชีวิต เกือบทั้งหมดเป็น “คนในพื้นที่” ซึ่งเข้าร่วมในโครงการความร่วมมือระหว่าง กลุ่มเพื่อนครอบครัวผู้สูญเสีย, มูลนิธิเพื่อนหญิง และองค์กรระหว่างประเทศ มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท โดยได้จัดอบรมให้ผู้คนในชุมชนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เรียนรู้การถ่ายภาพเพื่อนำเสนอมุมมองที่ “คนใน” ต้องการสะท้อนให้ “คนนอก” ซึ่งอยู่ในภูมิภาคอื่นๆ ทั่วประเทศไทยได้มีส่วนรับรู้
โดยเฉพาะภาพความจริงในแง่มุมอื่นๆ ที่แตกต่างไปจากการนำเสนออย่างดาษดื่นของสื่อมวลชนกระแสหลักทั่วๆ ไป
ผู้ริเริ่มโครงการถ่ายภาพเพื่อสะท้อนวิถีชีวิตครั้งนี้คือ นายโยสต์ วากเนอร์ ที่ปรึกษาโครงการภาคใต้ มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท ซึ่งทำงานร่วมกับตัวแทนเครือข่ายช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในภาคใต้ โดยเริ่มต้นกระบวนการทำงานจากการนำอาสาสมัครทั้ง 25 คนมาฝึกการถ่ายภาพเบื้องต้น และเรียนรู้การจัดวางองค์ประกอบของภาพร่วมกัน จากนั้นจึงให้อาสาสมัครนำกล้องจากมูลนิธิฯ กลับไปถ่ายภาพชีวิตและเรื่องราวของตัวเอง ของครอบครัว และของเพื่อนบ้านที่ต้องการถ่ายทอดให้คนภายนอกได้รับรู้และเข้าใจ
โซรยา จามจุรี จากกลุ่มเพื่อนครอบครัวผู้สูญเสีย ซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้ประสานงานหลักในชุมชน เล่าให้ฟังว่า กระบวนการทำงานของโครงการภาพถ่าย “เบื้องหลังชีวิต” เน้นการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน และเสน่ห์ของภาพอยู่ที่ความไม่เป็นมืออาชีพ
“ที่ผ่านมาการจัดนิทรรศการภาพถ่ายมักจะต้องอาศัยชื่อเสียงและการเป็นช่างภาพมืออาชีพ แต่นิทรรศการครั้งนี้แตกต่างออกไป และมีเสน่ห์ตรงที่คนถ่ายภาพล้วนเป็น ‘คนใน’ ของชุมชนท้องถิ่นชายแดนใต้ทั้งหมด”
“พวกเขาเป็นคนในบ้าน เป็นคนใน บางที (ภาพที่ถ่าย) ก็เป็นภาพแม่ของเขา ลูกของเขา ญาติของเขา ภาพคนในครอบครัวเขาเอง เป็นภาพที่ดูแล้วสามารถเข้าถึง ‘ความจริง’ และสามารถที่จะนำเสนอเรื่องราวหรือตัวตนของพวกเขาเองที่ชัดเจน และเป็นมุมที่ตัวผู้ถ่ายเองต้องการนำเสนอจริงๆ”
“ภาพที่เห็นจึงเป็นแง่มุมที่แตกต่างหลากหลาย เป็นอีกแง่มุมที่ต่างไปจากภาพที่สื่อกระแสหลักนำเสนอ และเป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของคนในสามจังหวัดชายแดนใต้ที่แท้จริงโดยผ่านมุมมองของคนในพื้นที่เอง นี่เป็นความงดงาม”
สุรัตน์ โหราชัยกุล รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้แทนกล่าวเปิดนิทรรศการ บอกว่า ภาพถ่ายที่ได้ชมจากนิทรรศการ “เบื้องหลังชีวิต” อาจมีส่วนเปลี่ยนแปลงมุมมองของผู้คนเกี่ยวกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเมื่อพูดถึงสามจังหวัด คนส่วนใหญ่มักนึกถึงระเบิด เลือด และการฆ่ากัน แต่ภาพถ่ายในนิทรรศการเสนอให้เห็นความสุข ความหวัง จิตอาสา และจิตใจที่จะมุ่งช่วยเหลือกันทางศาสนะและการอยู่ร่วมกันของมนุษย์
"ในฐานะที่ผมเป็นนักวิชาการ บ่อยครั้งที่เรามักจะคุยกันในเชิงทฤษฎี อยู่บนหอคอยงาช้าง แต่ไม่สามารถเข้าถึงคนอื่นๆ ได้ แต่ในเวลานี้ภาพถ่ายที่เราเห็นกำลังพาให้เราเข้าถึงสถานการณ์และความจริงบางอย่าง”
ขณะที่ โคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมาร่วมชมนิทรรศการ กล่าวว่า ภาพถ่ายที่ถ่ายโดยคนในพื้นที่แตกต่างจากภาพที่เห็นในหนังสือพิมพ์ ซึ่งค่อนข้างจะลงเฉพาะภาพเหตุการณ์ที่ดุเดือด รุนแรง แต่สิ่งที่เห็นในนิทรรศการคือภาพวิถีชีวิต ซึ่งถือเป็นมุมมองสันติภาพอีกแง่หนึ่ง
“ภาพบางภาพเห็นโต๊ะอิหม่าม ผู้นำศาสนา อยู่ร่วมกันพระสงฆ์ในศาสนาพุทธ เห็นคนไทยพุทธออกกำลังกายร่วมกับคนมุสลิม ผมว่าดูไปแล้วได้คุณความคิดมากมายหลายประการ ภาพเหล่านั้นบ่งบอกว่าเราสามารถอยู่ร่วมกันได้”
“บางภาพจะเห็นผลกระทบ บางภาพจะเห็นเด็กกำพร้า บางภาพจะเห็นทหาร แต่ไม่ได้นำเสนอในภาพของความรุนแรง ทหารถือปืนก็จริง แต่อยู่ข้างๆ ประชาชนคนธรรมดา บางภาพเราก็รู้สึกว่ามันมีความรุนแรงแฝงอยู่หรือไม่ แต่โดยทั่วไปแล้วเราจะเห็นรอยยิ้มมากกว่าความทุกข์โศก”
“ผมคิดว่าการจัดนิทรรศการในครั้งนี้พยายามตอบโจทย์สมานฉันท์ เรามักจะนึกไปว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นในภาคใต้อาจเป็นเรื่องของการแก่งแย่งผลประโยชน์ อาจจะเป็นเรื่องอะไรก็แล้วแต่ แต่ผมคิดว่า ‘กุญแจ’ หรือสาเหตุหลักสำคัญที่สุดของปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็คือการไม่ยอมรับพหุนิยม หรือการไม่ยอมรับความแตกต่างที่มีอยู่ ถ้าเราเปลี่ยนท่าทีเช่นนี้ ถ้ารัฐและประชาชนคนไทยอีก 73 จังหวัดยอมรับและเคารพความหลากหลายและความแตกต่าง ผมคิดว่าปัญหาจะหมดไปครึ่งหนึ่ง ความไว้วางใจจะได้รับการฟื้นฟูกลับมา” โคทม กล่าว
ด้านช่างภาพมือสมัครเล่นที่ร่วมในโครงการ ต่างพร้อมใจกันเล่าถึงมุมมองผ่านคมเลนส์ของตนเอง...
แยน๊ะ สะแลแม หญิงหม้ายวัย 51 ปีจาก อ.ตากใบ จ.นราธิวาส หนึ่งในอาสาสมัครที่ถ่ายภาพเด็กนักเรียนในโรงเรียนตาดีกาและวิถีชีวิตชาวบ้านที่ตากใบ บอกว่า ต้องการนำเสนอให้เห็นสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ในพื้นที่ และการสื่อสารด้วยภาพทำให้นางก้าวข้ามอุปสรรคทางภาษาที่ถนัดพูดมลายูถิ่นมากกว่าภาษาไทย
ด้วยความที่ “คนใน” หลายๆ คนมีปัญหากับการสื่อสารภาษาไทย งานที่สำคัญไม่แพ้การถ่ายภาพจึงหนีไม่พ้นการเขียนคำอธิบายภาพเป็นภาษาไทยเพื่อสื่อสารมุมมองของภาพถ่ายเพิ่มเติม ผู้ที่รับหน้าที่นี้คือ เลขา เกลี้ยงเกลา เครือข่ายสื่อมวลชนในพื้นที่ ผู้สื่อข่าวหญิงแกร่งจากโต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา
งานของเลขา คือการเรียบเรียงคำบรรยายภาพจากคำบอกเล่าของช่างภาพสมัครเล่นแต่ละคน...
ขณะที่เยาวชนทั้งหญิงและชายจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) ซึ่งเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครโครงการนี้ บอกว่า ภาพที่พวกเขาและเธอต้องการนำเสนอคือแง่มุมความสงบสุขในพื้นที่ เพื่อให้สังคมภายนอกได้เข้าใจว่าชุมชนที่นี่ไม่ได้ “น่ากลัว” ตามที่สื่อได้นำเสนอ แต่ยังมีเสน่ห์อีกมากมายทั้งในมิติของผู้คน วัฒนธรรม และสถานที่
สุรีรัตน์ โสภิณ เยาวชนไทยพุทธจาก อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ซึ่งสูญเสียบิดาไปในเหตุการณ์ความรุนแรง เข้าร่วมโครงการด้วยการนำเสนอภาพถ่ายที่เป็นมุมมองของความสุขและความหวัง โดยภาพที่เธอถ่ายเป็นภาพเด็กๆ มุสลิมทำกิจกรรมวันปีใหม่ร่วมกับเด็กๆ ชาวไทยพุทธในโรงเรียนวัดประจำหมู่บ้าน ซึ่งมีทั้งการละเล่นต่างๆ และกิจกรรมการแสดงร่วมกัน
“อยากให้เห็นว่าในชุมชนไม่ได้มีการแบ่งแยกระหว่างไทยพุทธและมุสลิม เราทำกิจกรรมร่วมกันในวัดได้ เราทำกิจกรรมร่วมกันในมัสยิดได้ เราไม่ได้แบ่งแยก เราอยู่ร่วมกันอย่างสันติ”
“ส่วนอีกภาพที่ถ่ายแม่ เพราะอยากให้คนเห็นผู้หญิงคนนี้ว่าเป็นอย่างไร แม่อาจจะเศร้าในระยะแรกๆ ที่ต้องสูญเสียพ่อไป แต่ด้วยภาระหน้าที่ที่ต้องเลี้ยงดูลูก แม่จะเศร้าอยู่ไม่ได้ เพราะต้องเป็นผู้นำครอบครัวแทนพ่อ หนูกับแม่ก็เลยเป็นกำลังใจให้กัน เพื่อก้าวผ่านช่วงวันร้ายๆ ไปให้ได้” สุรีรัตน์ กล่าว
“เบื้องหลังชีวิต” ที่ชายแดนใต้ คือเรื่องราวของผู้คนที่ยังคงดำเนินต่อไป และยังฝันใฝ่ถึงสันติภาพและความสุขสงบร่มเย็น....
------------------------------------------------------------------------------------------------
*ปิยะศักดิ์ อู่ทรัพย์ เป็นหนึ่งในทีมงานของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ หรือดีพเซาท์วอทช์ และเป็นอดีตผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวอิศรา
บรรยายภาพ :
1 กับ 3 บางส่วนของภาพในนิทรรศการภาพถ่าย "เบื้องหลังชีวิต"
2 อาจารย์สุรัตน์ โหราชัยกุล ขณะกล่าวเปิดงาน
NGOมาเลย์บอยคอตต์สินค้าไทย
สำหรับเครือข่ายเอ็นจีโอดังกล่าว ประกอบด้วย สมาคมผู้บริโภคอิสลามมาเลเซีย(Persa tuan Pengguna Islam Malaysia:PPIM)องค์กรนักศึกษามลายูคาบสมุทรตะออกเฉียงใต้ (Ga bungan Pelajar Melayu Semenanjung: GMPS) และสภาร่วมระหว่างองค์กรพัฒนาเอกชน (Majlis Permuafakatan Antara NGO-NGO:Mapan)
ชวนไม่ซื้อ"คอลเกต-ไก่ 5 ดาว"
นายนูรนิวานดี มัตนูดิง ประธานพีพีไอเอ็ม ให้สัมภาษณ์ว่า การคว่ำบาตรครั้งนี้ไม่ใช่ความ รุนแรงทางเศรษฐกิจ ในทางตรงกันข้ามเป็นการส่งสัญญาณแก่รัฐบาลไทย เพื่อให้รัฐบาลไทยระมัด ระวังในการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยอำนาจของผู้บริโภคพีพี ไอพี สมาคมนักศึกษาและมาปัน มั่นใจว่า การบอยคอตต์จะเลือกสินค้า 2 อย่างของไทย คือยาสีฟัน คอลเกตและไก่ย่าง 5 ดาว ของบริษัทซีพี เพื่อพยายามกดดัน พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ให้ใช้ความรุนแรง ต่อสังคมอิสลามในภาคใต้ ด้วยมาตรการนี้ สังคมสามารถส่งสัญญาณถึงความโกรธและแสดงความ เสียใจต่อวิธีการแก้ไขปัญหาของ พ.ต.ท.ทักษิณ
"การต่อต้านซื้อสินค้าจะทำอย่างต่อเนื่องและเผยแพร่ไปทั่วโลก ที่เป็นสมาชิกขององค์การที่ ประชุมมุสลิมโลก(โอไอซี)ผ่านทางความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เพราะขณะนี้มีพี่น้องมุส ลิมกว่า 1 พันคน เสียชีวิตในเหตุการณ์ความรุนแรงภาคใต้(ตามที่NGOไทยบอก) อีกทั้ง เมื่อเดือนสิงหาคม 2548 ก็มีประชา ชน 131 คน หนีภัยการเมืองสู่รัฐกลันตัน โดยให้เหตุผลว่าหนีความรุนแรง"นายมัตนูดิง กล่าว
ชวนไม่ซื้อ"คอลเกต-ไก่ 5 ดาว"
นายนูรนิวานดี มัตนูดิง ประธานพีพีไอเอ็ม ให้สัมภาษณ์ว่า การคว่ำบาตรครั้งนี้ไม่ใช่ความ รุนแรงทางเศรษฐกิจ ในทางตรงกันข้ามเป็นการส่งสัญญาณแก่รัฐบาลไทย เพื่อให้รัฐบาลไทยระมัด ระวังในการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยอำนาจของผู้บริโภคพีพี ไอพี สมาคมนักศึกษาและมาปัน มั่นใจว่า การบอยคอตต์จะเลือกสินค้า 2 อย่างของไทย คือยาสีฟัน คอลเกตและไก่ย่าง 5 ดาว ของบริษัทซีพี เพื่อพยายามกดดัน พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ให้ใช้ความรุนแรง ต่อสังคมอิสลามในภาคใต้ ด้วยมาตรการนี้ สังคมสามารถส่งสัญญาณถึงความโกรธและแสดงความ เสียใจต่อวิธีการแก้ไขปัญหาของ พ.ต.ท.ทักษิณ
"การต่อต้านซื้อสินค้าจะทำอย่างต่อเนื่องและเผยแพร่ไปทั่วโลก ที่เป็นสมาชิกขององค์การที่ ประชุมมุสลิมโลก(โอไอซี)ผ่านทางความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เพราะขณะนี้มีพี่น้องมุส ลิมกว่า 1 พันคน เสียชีวิตในเหตุการณ์ความรุนแรงภาคใต้(ตามที่NGOไทยบอก) อีกทั้ง เมื่อเดือนสิงหาคม 2548 ก็มีประชา ชน 131 คน หนีภัยการเมืองสู่รัฐกลันตัน โดยให้เหตุผลว่าหนีความรุนแรง"นายมัตนูดิง กล่าว
วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2553
สเปน!ออกกฎเหล็กห้ามสตรีมุสลิมสวมฮิญาบในที่สาธารณะ

เมืองบาร์เซโลน่าประเทศสเปน ออกกฏ ห้ามสตรีสวมผ้าคลุมศีรษะเดินในอาคารสาธารณะ โดยอ้างว่าการสวมผ้าคลุมศีรษะเป็นการลิดรอนเสรีภาพของสตรี สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมืองบาร์เซโลน่า ประเทศสเปน ถือเป็นเมืองแรกในประเทศสเปนที่ห้ามสตรีสวมผ้าคลุมศีรษะทุกชนิด ที่เรียกว่า บุรก้า หรือ ฮิญาบในอาคารสาธารณะ อาทิ ห้องสมุด และตลาด เพื่อปิดบังศีรษะหรือใบหน้า
โดยนายอัลเบอร์โต เฟอร์นานเดซ สมาชิกสภาเมืองบาร์เซโลนา กล่าวว่า การใช้ผ้าบุรก้าและหิญาบจะค่อยๆทำลายศักดิ์ศรีและเสรีภาพของผู้หญิง คำสั่งของทางนายกเทศมนตรีถือว่าประนีประนอมมากแล้ว เพราะจริงๆแล้วนอกจากการบังคับใช้ภายในอาคารสาธารณะ ก็ยังมีความจำเป็นที่ต้องให้มีการบังคับใช้บริเวณท้องถนนอีกด้วยโดยการออกกฏในครั้งนี้จะมีผลบังคับใช้ หลังช่วงฤดูร้อนปีนี้ทั้งนี้ประเทศสเปนเคยตกอยู่ภายใต้การปกครองของชาวมัวร์ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม ในช่วงระหว่างคริสตศตวรรษที่ 8-15 จากข้อมูลในปี 2009 พบว่ามีประชากรชาวสเปนที่นับถือศาสนาอิสลามประมาณ 1.4 ล้านคน หรือประมาณ 3 % ของประชากรทั้งหมด นอกจากนั้นประเทศฝรั่งเศสและเบลเยี่ยม ก็ได้ออกกฏที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันนี้เช่นกัน โดยอ้างว่าการสวมผ้าคลุมศีรษะเป็นการลิดรอนเสรีภาพของสตรี
“บทเรียน 6 ปีไฟใต้ถึงความรุนแรงในเมืองหลวง”
ฝ่าวิกฤตการเมืองไทย ทางสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย เชิญ อ.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผอ.สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ และคุณกิตติภพ สิทธิสว่าง ตัวแทนกลุ่มรักษ์จะนะ จังหวัดสงขลา ผู้เคลื่อนไหวคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ อ.จะนะ จนถูกจับกุมตัว มาพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการเปรียบเทียบสถานการณ์ระหว่างกรุงเทพฯ กับ สามจังหวัดชายแดนใต้ ดำเนินรายการโดย คุณณัฏฐา โกมลวาทิน
พิธีกร : ประเด็นหลักที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้กับปัญหากรุงเทพฯที่เกิดขึ้นนั้นเหมือนกันอย่างไร
อ.ศรีสมภพ : สิ่งที่เหมือนกันคือเรื่องของความชอบธรรมของรัฐในการจัดการกับปัญหาทางการเมืองการปกครอง ซึ่งสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาทางการเมืองในเรื่องของอัตลักษณ์ ชาติพันธุ์ ศาสนา วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่และเป็นปัญหาพิเศษ จึงเกิดการต่อสู้ในเชิงสัญญลักษณ์เพื่อจัดการแก้ปัญหาเรื่องการปรับโครงสร้างการปกครองให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมที่พิเศษ บางส่วนมีความต้องการในแง่ของการแยกดินแดน ดังนั้นจึงเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้นมา และปัญหาที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ นั้นเป็นเรื่องของความชอบธรรมในเรื่องการเมืองการปกครองของรัฐธรรมนูญปี2540
คุณกิตติภพ : รัฐใช้อำนาจรวมศูนย์ในการตัดสินใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น แทนที่จะทำความเข้าใจและรับฟังเสียงของชาวบ้าน เช่นในเรื่องของโครงการแยกก๊าซ โครงการอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ระบบอุตสาหกรรมเคมี และโรงไฟฟ้า ทั้งหมดนี้กระทบถึงฐานชีวิตของคนในชุมชน ทะเล คลอง อากาศ โดยชาวบ้านได้เรียนรู้จากบทเรียนที่ผ่านมาจากมาบตาพุด ทำให้พวกเขารู้ว่า หากพัฒนาไปในทิศทางนั้นจะทำให้พวกเขาไม่สามารถอยู่ได้ และเมื่ออยู่ไม่ได้พวกเขาจึงต้องลุกขึ้นมาปกป้องตัวเอง จึงทำให้เกิดผลคัดค้านอย่างต่อเนื่อง จนถึงขั้นการใช้ความรุนแรงในการทุบตีชาวบ้านที่มาเรียกร้องชุมนุม มันทำให้เกิดปัญหารุนแรงขึ้นอีกขั้น รวมถึงความรู้สึกของชาวบ้านที่มีต่อภาครัฐอย่างไม่ดีนัก อีกทั้งทางภาครัฐไม่ได้เห็นความสำคัญของชาวบ้านเท่าที่ควร ตั้งแต่ในระดับ อบต. นายอำเภอ ผู้ว่าราชการ ตลอดจนรัฐมนตรี ที่ไม่ออกมาคลี่คลายปัญหา
พิธีกร: ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีเจ้าหน้าที่เข้าไปปฏิบัติงานหลายหมื่นนาย ชาวบ้านปรับตัวอย่างไรกับสภาวะการดูแลของเจ้าหน้าที่อย่างเข้มข้น
อ.ศรีสมภพ : จากที่ได้สำรวจความคิดเห็นของชาวบ้าน ชาวบ้านส่วนใหญ่มีความรู้สึกไม่เห็นด้วยกับการที่มีทหารจำนวนมากเข้าไปอยู่ในพื้นที่ เพราะมาจากความขัดแย้ง ความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่ใช่เป็นสาเหตุหลักของปัญหาทั้งหมด เป็นเพียงเฉพาะบางกรณี ซึ่งการไม่เห็นด้วยของชาวบ้านเป็นความรู้สึกที่สะสมและต่อเนื่องที่มีต่อภาครัฐ
พิธีกร:ในภาวะอย่างนี้ที่เป็นที่เข้าใจกันได้ว่า มีกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ ในขณะที่รัฐบาลได้ส่งทหารเข้าไปปฏิบัติการ อีกด้านหนึ่งชาวบ้านคงรู้สึกไม่ค่อยพอใจหรือหวั่นไหวกับสิ่งที่เกิดขึ้น สถานการณ์แบบนี้จำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีเจ้าหน้าที่เข้าไปอยู่ เพื่อพยายามคลี่คลายและดูแลชาวบ้าน
ผอ.ศรีสมภพ :เพราะมีเงื่อนไขของฝ่ายรัฐบาลใน 2 ด้าน คือ การประกาศใช้กฏอัยการศึกเนื่องจากเกิดสถานการณ์ความรุนแรงในช่วงปี 2547 และประกาศ พรก.ฉุกเฉิน ในปี2548 และตามมาต่อเนื่องในปี 2550 แต่ต้องเห็นใจฝ่ายรัฐบาลที่สถานการณ์ในหลายปีที่ผ่านมาทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งการใช้กฏอัยการศึกก็สามารถลดความรุนแรงลงได้ แต่ผลกระทบที่ตามมาประชาชนมีความคิดในแง่ลบต่อทหารที่แก้กันยังไม่ตก และจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนใต้ตอนแรกคงไม่มีใครคิดถึงว่าจะยืดเยื้อมาถึงปัจจุบัน ในขณะเดียวกันกับปัญหาที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ หากยังไม่สามารถแก้ไขได้อาจจะทำให้เกิดการยืดเยื้อเหมือนกับสามจังหวัดชายแดนใต้ได้
พิธีกร : ที่จะนะ เหตุการณ์ได้ผ่านไป 8 ปี ตอนนี้สถานการณ์บรรยากาศเป็นอย่างไรบ้าง
คุณกิตติภพ : ปัญหายังคงอยู่ รัฐบาลพยายามผลักให้จะนะเป็นเขตอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความขัดแย้งที่โครงการ แต่เป็นเพราะพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ของมุสลิมที่มีวิธีคิดอีกแบบ ที่เกี่ยวข้องกับหลักศาสนา อยู่กันแบบเรียบง่าย ใช้เกษตรทรัพยากรที่มี และอยู่บนพื้นฐานของประเพณี วัฒนธรรม ซึ่งแต่เดิมวัฒนธรรมเป็นตัวเชื่อมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ในสังคมและเกิดการไว้เนื้อเชื่อใจกัน แต่ขณะนี้ไม่เป็นอย่างนั้น เพราะเมื่อมีโครงการเข้าไปทำให้เกิดกลุ่มทุน โดยการใช้อำนาจรัฐเข้าไปแทรกแซง ทำให้เกิดการแบ่งฝ่ายทำให้มีปัญหาขึ้นมาต่อเนื่อง เช่นในกรณีที่ชาวบ้านไปชุมนุมเพื่อปกป้องพื้นที่ 720 ไร่หน้าทะเลไว้ให้ชุมชน แต่ทางตำรวจไม่ยอมรับ ในขณะที่เจ้าหน้าที่จากต่างประเทศเข้าไปแจ้งความในเรื่องเดียวกันกับรับ แล้วผมกลับถูกดำเนินคดี จึงมีความรู้สึกที่จะต้องรวมตัวกันเพื่อให้เกิดความยุติธรรม
พิธีกร : ในพื้นที่ภาคใต้จากการที่รัฐบาลได้เข้าไปพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา ช่วยการพัฒนาภาคใต้ช่วยได้จริงหรือปล่าว
อ.ศรีสมภพ : ส่วนหนึ่งใช้ได้จริง เช่นโครงการการจ้างงานพิเศษให้แก่เยาวชน โครงการบัญฑิตอาสา และโครงการสร้างสิ่งก่อสร้างพื้นฐาน แต่ในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ การเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และการกระจายรายได้ต่าง ๆ ยังไม่ค่อยดี เพราะตัวชี้วัดในหลายๆ ด้านยังไม่เปลี่ยนแปลง เช่น ความยากจน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตต่างๆ ที่หลากหลาย ในส่วนของการแก้ปัญหาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้น หากทุกคนทุกภาคในประเทศเปิดใจกว้างยอมรับความแตกต่างที่ภาคใต้มีและเรียนรู้ความแตกต่างนั้นเพื่อจะได้ดำรงอยู่ร่วมกันในประเทศ ขณะเดียวกันคนในภาคใต้ก็ต้องรู้ถึงความแตกต่างและเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตบนความแตกต่างนี้เช่นกัน ซึ่งทั้งสองฝ่ายต้องเปิดใจกว้างและไม่มีอคติต่อกัน
พิธีกร : จุดที่จะเชื่อมต่อความขัดแย้งของคนในจะนะ พอมีเงินทุนเข้าไป ผู้คนขัดแย้งกัน อะไรที่จะให้คนเชื่อมต่อกัน คุยกันได้
คุณกิตติภพ :การใช้กระบวนการเรียนรู้ของกลุ่ม แล้วให้ข่าวเผยแพร่ไป สะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้น โดยมีเครือข่ายกลุ่มพื้นที่เข้ามาทำงานร่วมกัน จะทำให้คุยกันเพิ่มได้มากขึ้น แต่ภาครัฐยังคงดำเนินการต่อไปในส่วนของภาครัฐเอง โดยไม่สนใจถึงผลกระทบของชาวบ้าน
พิธีกร : ชาวบ้านปรับตัวอย่างไรในการใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่
ผอ.ศรีสมภพ :เรื่องของความกลัวของคนในพื้นที่มีอยู่แน่นอน ทางแก้ไขคือหลีกเลี่ยงไปในที่ที่ เปลี่ยว หรือไปในพื้นที่ที่ไม่รู้จักและไม่คุ้นเคย หลังจากนั้นก็จะเริ่มเข้าสู่ของการปรับตัว พอปรับตัวได้แล้วก็จะเริ่มคลายความกลัวลง ทำให้มีเวลาในการทำงานมากขึ้น เรื่องของการพูดคุยเพื่อสื่อสารกับคนในท้องถิ่น คนส่วนใหญ่จะพูดกับคนแปลกหน้าน้อยมาก เพราะเกิดมาจากความระแวง พวกเขาจะไว้ใจคนในพื้นที่เดียวกัน และสามารถพูดภาษาเพื่อสื่อสารกับเขาได้เท่านั้น ซึ่งในด้านของศาสนาก็เช่นกันที่ค่อนข้างจะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้พวกเขาไว้วางใจได้หรือไม่ คนในพื้นที่จะพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไม่พูดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งต่อกันขึ้น
พิธีกร : ถ้าเปรียบเทียบในสิ่งที่เกิดขึ้นในภาคใต้และเหตุการณ์การชุมนุมในช่วงเวลานี้ จุดไหนที่เป็นเส้นบาง ๆ กั้นอยู่ว่าจะไม่เลยเถิดไปถึงสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กำลังเดินหน้าไปถึงจุดนั้นหรือเปล่า
อ.ศรีสมภพ : ขณะนี้ใกล้มาก เป็นสิ่งที่น่ากลัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเผชิญหน้าทั้งสองฝ่าย ระหว่างฝ่ายรัฐกับผู้ชุมนุม ดูท่าทีแล้วยังไม่มีการยอมรับระหว่างการเจรจา หากมีความุนแรงเกิดขึ้นอีก จะทำให้พื้นที่สาธารณะเป็นพื้นที่ที่ไม่ปลอดภัย ทำให้เกิดความเสียหายสูง
พิธีกร : ในส่วนของภาคประชาชนคนกรุงเทพฯเองคงมีความรู้สึกกลัวอยู่ในใจ ควรที่จะมีวิธีคิดยังไงกับการเฝ้าดูเหตุการณ์
อ.ศรีสมภพ : จุดแรกที่จะต้องคิดก็คือ ต้องลดอคติในเรื่องของการกระทำที่มีต่อกันก่อน หลีกเลี่ยงการพูดถึงความรุนแรงที่ว่าใครกระทำก่อน เพราะตอนนี้ยังอยู่ในช่วงของความสับสน ทั้งสองฝ่ายต้องระวังเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้นทั้งสองฝ่าย
พิธีกร : คุณกิติภพในฐานะเจ้าของในพื้นที่ในจะนะ ถ้าถอดหัวใจมาใส่ไว้ในใจคนกรุงเทพฯ จะทำให้เข้าใจมากยิ่งขึ้นหรือไม่ ว่าตอนนี้คนกรุงเทพฯจะถูกดึงไปสู่ความขัดแย้งมากขึ้น คนกรุงเทพฯจะมีการวางหลักคิดยังไง
พิธีกร : ประเด็นหลักที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้กับปัญหากรุงเทพฯที่เกิดขึ้นนั้นเหมือนกันอย่างไร
อ.ศรีสมภพ : สิ่งที่เหมือนกันคือเรื่องของความชอบธรรมของรัฐในการจัดการกับปัญหาทางการเมืองการปกครอง ซึ่งสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาทางการเมืองในเรื่องของอัตลักษณ์ ชาติพันธุ์ ศาสนา วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่และเป็นปัญหาพิเศษ จึงเกิดการต่อสู้ในเชิงสัญญลักษณ์เพื่อจัดการแก้ปัญหาเรื่องการปรับโครงสร้างการปกครองให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมที่พิเศษ บางส่วนมีความต้องการในแง่ของการแยกดินแดน ดังนั้นจึงเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้นมา และปัญหาที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ นั้นเป็นเรื่องของความชอบธรรมในเรื่องการเมืองการปกครองของรัฐธรรมนูญปี2540
คุณกิตติภพ : รัฐใช้อำนาจรวมศูนย์ในการตัดสินใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น แทนที่จะทำความเข้าใจและรับฟังเสียงของชาวบ้าน เช่นในเรื่องของโครงการแยกก๊าซ โครงการอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ระบบอุตสาหกรรมเคมี และโรงไฟฟ้า ทั้งหมดนี้กระทบถึงฐานชีวิตของคนในชุมชน ทะเล คลอง อากาศ โดยชาวบ้านได้เรียนรู้จากบทเรียนที่ผ่านมาจากมาบตาพุด ทำให้พวกเขารู้ว่า หากพัฒนาไปในทิศทางนั้นจะทำให้พวกเขาไม่สามารถอยู่ได้ และเมื่ออยู่ไม่ได้พวกเขาจึงต้องลุกขึ้นมาปกป้องตัวเอง จึงทำให้เกิดผลคัดค้านอย่างต่อเนื่อง จนถึงขั้นการใช้ความรุนแรงในการทุบตีชาวบ้านที่มาเรียกร้องชุมนุม มันทำให้เกิดปัญหารุนแรงขึ้นอีกขั้น รวมถึงความรู้สึกของชาวบ้านที่มีต่อภาครัฐอย่างไม่ดีนัก อีกทั้งทางภาครัฐไม่ได้เห็นความสำคัญของชาวบ้านเท่าที่ควร ตั้งแต่ในระดับ อบต. นายอำเภอ ผู้ว่าราชการ ตลอดจนรัฐมนตรี ที่ไม่ออกมาคลี่คลายปัญหา
พิธีกร: ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีเจ้าหน้าที่เข้าไปปฏิบัติงานหลายหมื่นนาย ชาวบ้านปรับตัวอย่างไรกับสภาวะการดูแลของเจ้าหน้าที่อย่างเข้มข้น
อ.ศรีสมภพ : จากที่ได้สำรวจความคิดเห็นของชาวบ้าน ชาวบ้านส่วนใหญ่มีความรู้สึกไม่เห็นด้วยกับการที่มีทหารจำนวนมากเข้าไปอยู่ในพื้นที่ เพราะมาจากความขัดแย้ง ความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่ใช่เป็นสาเหตุหลักของปัญหาทั้งหมด เป็นเพียงเฉพาะบางกรณี ซึ่งการไม่เห็นด้วยของชาวบ้านเป็นความรู้สึกที่สะสมและต่อเนื่องที่มีต่อภาครัฐ
พิธีกร:ในภาวะอย่างนี้ที่เป็นที่เข้าใจกันได้ว่า มีกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ ในขณะที่รัฐบาลได้ส่งทหารเข้าไปปฏิบัติการ อีกด้านหนึ่งชาวบ้านคงรู้สึกไม่ค่อยพอใจหรือหวั่นไหวกับสิ่งที่เกิดขึ้น สถานการณ์แบบนี้จำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีเจ้าหน้าที่เข้าไปอยู่ เพื่อพยายามคลี่คลายและดูแลชาวบ้าน
ผอ.ศรีสมภพ :เพราะมีเงื่อนไขของฝ่ายรัฐบาลใน 2 ด้าน คือ การประกาศใช้กฏอัยการศึกเนื่องจากเกิดสถานการณ์ความรุนแรงในช่วงปี 2547 และประกาศ พรก.ฉุกเฉิน ในปี2548 และตามมาต่อเนื่องในปี 2550 แต่ต้องเห็นใจฝ่ายรัฐบาลที่สถานการณ์ในหลายปีที่ผ่านมาทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งการใช้กฏอัยการศึกก็สามารถลดความรุนแรงลงได้ แต่ผลกระทบที่ตามมาประชาชนมีความคิดในแง่ลบต่อทหารที่แก้กันยังไม่ตก และจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนใต้ตอนแรกคงไม่มีใครคิดถึงว่าจะยืดเยื้อมาถึงปัจจุบัน ในขณะเดียวกันกับปัญหาที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ หากยังไม่สามารถแก้ไขได้อาจจะทำให้เกิดการยืดเยื้อเหมือนกับสามจังหวัดชายแดนใต้ได้
พิธีกร : ที่จะนะ เหตุการณ์ได้ผ่านไป 8 ปี ตอนนี้สถานการณ์บรรยากาศเป็นอย่างไรบ้าง
คุณกิตติภพ : ปัญหายังคงอยู่ รัฐบาลพยายามผลักให้จะนะเป็นเขตอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความขัดแย้งที่โครงการ แต่เป็นเพราะพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ของมุสลิมที่มีวิธีคิดอีกแบบ ที่เกี่ยวข้องกับหลักศาสนา อยู่กันแบบเรียบง่าย ใช้เกษตรทรัพยากรที่มี และอยู่บนพื้นฐานของประเพณี วัฒนธรรม ซึ่งแต่เดิมวัฒนธรรมเป็นตัวเชื่อมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ในสังคมและเกิดการไว้เนื้อเชื่อใจกัน แต่ขณะนี้ไม่เป็นอย่างนั้น เพราะเมื่อมีโครงการเข้าไปทำให้เกิดกลุ่มทุน โดยการใช้อำนาจรัฐเข้าไปแทรกแซง ทำให้เกิดการแบ่งฝ่ายทำให้มีปัญหาขึ้นมาต่อเนื่อง เช่นในกรณีที่ชาวบ้านไปชุมนุมเพื่อปกป้องพื้นที่ 720 ไร่หน้าทะเลไว้ให้ชุมชน แต่ทางตำรวจไม่ยอมรับ ในขณะที่เจ้าหน้าที่จากต่างประเทศเข้าไปแจ้งความในเรื่องเดียวกันกับรับ แล้วผมกลับถูกดำเนินคดี จึงมีความรู้สึกที่จะต้องรวมตัวกันเพื่อให้เกิดความยุติธรรม
พิธีกร : ในพื้นที่ภาคใต้จากการที่รัฐบาลได้เข้าไปพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา ช่วยการพัฒนาภาคใต้ช่วยได้จริงหรือปล่าว
อ.ศรีสมภพ : ส่วนหนึ่งใช้ได้จริง เช่นโครงการการจ้างงานพิเศษให้แก่เยาวชน โครงการบัญฑิตอาสา และโครงการสร้างสิ่งก่อสร้างพื้นฐาน แต่ในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ การเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และการกระจายรายได้ต่าง ๆ ยังไม่ค่อยดี เพราะตัวชี้วัดในหลายๆ ด้านยังไม่เปลี่ยนแปลง เช่น ความยากจน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตต่างๆ ที่หลากหลาย ในส่วนของการแก้ปัญหาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้น หากทุกคนทุกภาคในประเทศเปิดใจกว้างยอมรับความแตกต่างที่ภาคใต้มีและเรียนรู้ความแตกต่างนั้นเพื่อจะได้ดำรงอยู่ร่วมกันในประเทศ ขณะเดียวกันคนในภาคใต้ก็ต้องรู้ถึงความแตกต่างและเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตบนความแตกต่างนี้เช่นกัน ซึ่งทั้งสองฝ่ายต้องเปิดใจกว้างและไม่มีอคติต่อกัน
พิธีกร : จุดที่จะเชื่อมต่อความขัดแย้งของคนในจะนะ พอมีเงินทุนเข้าไป ผู้คนขัดแย้งกัน อะไรที่จะให้คนเชื่อมต่อกัน คุยกันได้
คุณกิตติภพ :การใช้กระบวนการเรียนรู้ของกลุ่ม แล้วให้ข่าวเผยแพร่ไป สะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้น โดยมีเครือข่ายกลุ่มพื้นที่เข้ามาทำงานร่วมกัน จะทำให้คุยกันเพิ่มได้มากขึ้น แต่ภาครัฐยังคงดำเนินการต่อไปในส่วนของภาครัฐเอง โดยไม่สนใจถึงผลกระทบของชาวบ้าน
พิธีกร : ชาวบ้านปรับตัวอย่างไรในการใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่
ผอ.ศรีสมภพ :เรื่องของความกลัวของคนในพื้นที่มีอยู่แน่นอน ทางแก้ไขคือหลีกเลี่ยงไปในที่ที่ เปลี่ยว หรือไปในพื้นที่ที่ไม่รู้จักและไม่คุ้นเคย หลังจากนั้นก็จะเริ่มเข้าสู่ของการปรับตัว พอปรับตัวได้แล้วก็จะเริ่มคลายความกลัวลง ทำให้มีเวลาในการทำงานมากขึ้น เรื่องของการพูดคุยเพื่อสื่อสารกับคนในท้องถิ่น คนส่วนใหญ่จะพูดกับคนแปลกหน้าน้อยมาก เพราะเกิดมาจากความระแวง พวกเขาจะไว้ใจคนในพื้นที่เดียวกัน และสามารถพูดภาษาเพื่อสื่อสารกับเขาได้เท่านั้น ซึ่งในด้านของศาสนาก็เช่นกันที่ค่อนข้างจะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้พวกเขาไว้วางใจได้หรือไม่ คนในพื้นที่จะพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไม่พูดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งต่อกันขึ้น
พิธีกร : ถ้าเปรียบเทียบในสิ่งที่เกิดขึ้นในภาคใต้และเหตุการณ์การชุมนุมในช่วงเวลานี้ จุดไหนที่เป็นเส้นบาง ๆ กั้นอยู่ว่าจะไม่เลยเถิดไปถึงสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กำลังเดินหน้าไปถึงจุดนั้นหรือเปล่า
อ.ศรีสมภพ : ขณะนี้ใกล้มาก เป็นสิ่งที่น่ากลัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเผชิญหน้าทั้งสองฝ่าย ระหว่างฝ่ายรัฐกับผู้ชุมนุม ดูท่าทีแล้วยังไม่มีการยอมรับระหว่างการเจรจา หากมีความุนแรงเกิดขึ้นอีก จะทำให้พื้นที่สาธารณะเป็นพื้นที่ที่ไม่ปลอดภัย ทำให้เกิดความเสียหายสูง
พิธีกร : ในส่วนของภาคประชาชนคนกรุงเทพฯเองคงมีความรู้สึกกลัวอยู่ในใจ ควรที่จะมีวิธีคิดยังไงกับการเฝ้าดูเหตุการณ์
อ.ศรีสมภพ : จุดแรกที่จะต้องคิดก็คือ ต้องลดอคติในเรื่องของการกระทำที่มีต่อกันก่อน หลีกเลี่ยงการพูดถึงความรุนแรงที่ว่าใครกระทำก่อน เพราะตอนนี้ยังอยู่ในช่วงของความสับสน ทั้งสองฝ่ายต้องระวังเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้นทั้งสองฝ่าย
พิธีกร : คุณกิติภพในฐานะเจ้าของในพื้นที่ในจะนะ ถ้าถอดหัวใจมาใส่ไว้ในใจคนกรุงเทพฯ จะทำให้เข้าใจมากยิ่งขึ้นหรือไม่ ว่าตอนนี้คนกรุงเทพฯจะถูกดึงไปสู่ความขัดแย้งมากขึ้น คนกรุงเทพฯจะมีการวางหลักคิดยังไง
ใต้ป่วนลาม"เทพา"บึ้มตลาดเจ็บระนาว ยะลาระเบิดรายวันสาหัส 3 ชรบ.สังเวย 2 ศพในสองวัน

อะหมัด รามันห์สิริวงศ์ / แวดาโอ๊ะ หะไร
โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา
ใต้ป่วนรับวันชาติมลายูปัตตานี วางระเบิดตลาดนัดนิคมเทพา จ.สงขลา ตูมสนั่นเจ็บห้า นายอำเภอเผยหวังสังหารทหารพราน เชื่อไฟใต้ลามหนักจากโคกโพธิ์ ปัตตานี สลดเหยื่อระเบิดร้านข้ามต้มกลางเมืองยะลาสิ้นใจเพิ่มอีกราย แถมในเขตเมืองยังตูมสนั่นรายวัน ทหารเจ็บอีกสาม เผยสองวัน ชรบ.เป้าสังหารสังเวย 2 ศพ รวบแกนนำก่อความไม่สงบ 52 หมายจับ
นายบุญพาศ รักนุ้ย นายอำเภอเทพา กล่าวว่า ผู้บาดเจ็บทั้งหมดอาการพ้นขีดอันตรายแล้ว โดยจากการตรวจสอบพบว่าคนร้ายนำวัตถุระเบิดซุกซ่อนในกระสอบปุ๋ย คล้ายเป็นถุงบรรจุปลาที่ชาวบ้านเพิ่งนำขึ้นมาจากทะเลรอจำหน่ายในตลาดนัดเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ ก่อนจะจุดชนวนระเบิดขึ้น เบื้องต้นสันนิษฐานว่าคนร้ายตั้งเป้าสังหารทหารพรานเพื่อสร้างสถานการณ์ เพราะเป็นเขตรอยต่อกับ อ.โคกโพธิ์
"จากการวิเคราะห์สถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น เชื่อว่าเป็นความพยายามของคนร้ายที่ต้องการสร้างสถานการณ์ในช่วงวันครบรอบสถาปนาสมัชชาประชาชนมลายูปัตตานี หรือวันชาติมลายูปัตตานี วันที่ 15 มิ.ย.ของทุกปี ประกอบกับระยะหลังคนร้ายมักก่อเหตุถี่ในพื้นที่ อ.โคกโพธิ์ ทั้งการยิงชาวบ้าน และปาระเบิดเอ็ม 67 ร้านคาราโอเกะ ล่าสุดจึงได้ขยายมายัง ต.ท่าม่วง อ.เทพา ซึ่งอยู่ติดกันด้วย" นายอำเภอเทพา ระบุ
วันอังคารที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ซาอุฯ ปฏิเสธรายงานข่าวอังกฤษ กล่าวหาเปิดน่านฟ้าให้ยิวใช้โจมตีอิหร่าน
TND
.: World Bulletinซาอุดิอาระเบีย ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก ปฏิเสธรายงานข่าวของอังกฤษเมื่อวันอาทิตย์(13)ที่กล่าวหาว่า กองทัพอากาศซาอุดิอาระเบียได้ทดลองปิดระบบป้องกันทางอากาศ เพื่อเปิดทางให้อิสราเอลใช้น่าฟ้าในการเข้าโจมตีอิหร่าน
รัฐบาลของซาอุดิอาระเบียได้ปฏิเสธรายงานข่าวของ Times of London ที่กล่าวหาว่ากองทัพอากาศซาอุดิอาระเบียได้ทดลองปิดระบบป้องกันทางอากาศ เพื่อเปิดทางให้อิสราเอลใช้น่าฟ้าในการเข้าโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน โดยระบุว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ไร้หลักฐาน
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าอิสราเอลมีหัวรบนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองประมาณ 200 หัวรบ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการข่มขู่และโจมตีชาติมุสลิม
รัฐบาลซาอุฯ ยังได้กล่าวย้ำว่า ซาอุดิอาระเบียจะไม่ยอมให้ชาติใด ใช้น่านฟ้า หรือพื้นที่ในการโจมตีชาติอื่น
นอกจากนี้ยังไม่กล่าวอีกว่า การนำเสนอข่าวควรคำนึกถึงหลักความจริงด้วย เนื่องจากอิสราเอล และซาอุดิอาระเบียไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน
ทั้งนี้เมื่อวันอังคาร(15)ที่ผ่านมา อุปทูตซาอุดิอาระเบียประจำประเทศไทย ได้ออกแถลงการตอบโต้การนำเสนอข่าวที่บิดเบือนของอังกฤษ โดยระบุว่า การนำเสนอข่าวดังกล่าวเป็นการกล่าวหา ให้ร้ายราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย
.: World Bulletinซาอุดิอาระเบีย ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก ปฏิเสธรายงานข่าวของอังกฤษเมื่อวันอาทิตย์(13)ที่กล่าวหาว่า กองทัพอากาศซาอุดิอาระเบียได้ทดลองปิดระบบป้องกันทางอากาศ เพื่อเปิดทางให้อิสราเอลใช้น่าฟ้าในการเข้าโจมตีอิหร่าน
รัฐบาลของซาอุดิอาระเบียได้ปฏิเสธรายงานข่าวของ Times of London ที่กล่าวหาว่ากองทัพอากาศซาอุดิอาระเบียได้ทดลองปิดระบบป้องกันทางอากาศ เพื่อเปิดทางให้อิสราเอลใช้น่าฟ้าในการเข้าโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน โดยระบุว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ไร้หลักฐาน
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าอิสราเอลมีหัวรบนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองประมาณ 200 หัวรบ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการข่มขู่และโจมตีชาติมุสลิม
รัฐบาลซาอุฯ ยังได้กล่าวย้ำว่า ซาอุดิอาระเบียจะไม่ยอมให้ชาติใด ใช้น่านฟ้า หรือพื้นที่ในการโจมตีชาติอื่น
นอกจากนี้ยังไม่กล่าวอีกว่า การนำเสนอข่าวควรคำนึกถึงหลักความจริงด้วย เนื่องจากอิสราเอล และซาอุดิอาระเบียไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน
ทั้งนี้เมื่อวันอังคาร(15)ที่ผ่านมา อุปทูตซาอุดิอาระเบียประจำประเทศไทย ได้ออกแถลงการตอบโต้การนำเสนอข่าวที่บิดเบือนของอังกฤษ โดยระบุว่า การนำเสนอข่าวดังกล่าวเป็นการกล่าวหา ให้ร้ายราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย
การละเลยของผู้ปกครอง



เหตุใดแผนปรองดองแห่งชาติของนายกอภิสิทธิ์ถึงไม่ระบุ 3 จังหวัดรวมอยู่ในโรดแม็ปของรัฐบาลด้วย ทั้งๆที่ปัญหา 3 จังหวัดต้องการแผนปรองดองมากกว่าพื่นที่อื่นในประเทศไทย เนื่องจากพี่น้องประชาชนต้องใช้ชีวิตภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาแล้ว 5 ปีเต็ม ต้องเผชิญกับอันตรายจากขบวนการเรียกร้องเอกราชและถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่ของรัฐเอง หลังจากพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลสถานการณ์ 3 จังหวัดไม่ดีขึ้นเลยมีแตแย่ยิ่งกว่าเดิมหรือ ครม. ของนายกอภิสิทธิ์ไม่ให้ความสนใจคน 3 จังหวัดเลย *เป็นเพราะเหตุนี้หรือเปล่าที่ขบวนการเรียกร้องเอกราชต้องการปลดปล่อยจากรัฐที่มีคงามไม่เท่าเทียมกัน*
ผู้ใต้ปกครอง
ชาวจะนะขึ้นป้าย “ท่านจุฬาฯ ขอรับ... ช่วยคืนดินวะกัฟให้กับอัลลอฮฺ”

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2553 เวลาประมาณ 10:30 น.ตัวแทนกลุ่มปกป้องที่ดินวะกัฟและขอทวงคืน อ.จะนะ จ.สงขลา จำนวนประมาณ 20 คน เดินทางมาบริเวณสี่แยกหอนาฬิกา อ.จะนะ จ.สงขลา เพื่อนำแผ่นป้ายไม้กระดานมีข้อความว่า “ท่าน จุฬาฯ ขอรับ ช่วยคืนดินวะกัฟให้กับอัลลอฮฺ” มาติดตั้งไว้คู่กับป้ายแสดงความยินดีต่อนายอาศีส พิทักษ์ คุมพล เนื่องในโอกาสรับเลือกเป็นจุฬาราชมนตรี คนที่ 18 ซึ่งมีผู้อื่นนำมาติดตั้งไว้ก่อนแล้ว
ทั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2553 ตัวแทนกลุ่มปกป้องที่ดินวะกัฟได้เดินทางไปร่วมแสดงความยินดีกับผู้ที่จะได้ รับเลือกเป็นจุฬาราชมนตรีคนใหม่ โดยทางกลุ่มเองก็ไม่ทราบมาก่อนว่าจะเป็นใคร ภายหลังจากทราบผลการเลือกตั้งชัดเจนแล้วจึงได้ประสานงานขอยื่นหนังสือเพื่อ แสดงความยินดีและร้องเรียนให้จุฬาราชมนตรีคนใหม่แก้ไขปัญหากรณีที่ดินวะกัฟ ซึ่งเป็นทางสาธารณประโยชน์ในพื้นที่อำเภอจะนะ
เนื่องจากสำนักจุฬาราชมนตรีในชุดก่อนได้ทำการวินิจฉัยเรื่องนี้ ไว้ว่า “ไม่มีหลักฐานชัดเจนที่แสดงว่าทางสาธารณะดังกล่าวได้มาโดยการวะ กัฟของชาวมุสลิม” และเห็นด้วยกับกับการแลกเปลี่ยนที่ดินวะกัฟหรือทาง สาธารณประโยชน์ดังกล่าวให้แก่ บริษัท ทรานส์ ไทย – มาเลเซีย (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อใช้เป็นที่ตั้งโรงแยกก๊าซของ บริษัท ทรานส์ ไทย – มาเลเซีย (ประเทศไทย) จำกัด ทั้งที่การวินิจฉัยครั้งนั้นไม่ได้มีกระบวนการสอบสวนรับทราบข้อเท็จจริงที่ ถูกต้อง เป็นการใช้กระบวนการรับฟัง สรุปข้อเท็จจริงด้านเดียว ฝ่ายเดียว คือข้อมูลจากฝ่ายราชการ และบริษัทผู้ได้ประโยชน์จากการใช้ที่ดินวะกัฟ ไม่เคยรับฟังข้อมูลจากกลุ่มผู้ร้อง เรียนซึ่งประกอบด้วยทายาท พยานของการวะกัฟเส้นทาง รวมถึงไม่เคยรับฟังข้อเท็จจริงของประชาชนผู้เดือดร้อนจากการปิดกั้นเส้น ทางสาธารณประโยชน์จากการกระทำของบริษัทฯ ซึ่งทำให้ประชาชนไม่สามารถสัญจร ใช้ประโยชน์ในเส้นทางวะกัฟดังกล่าวได้ต่อไป จึงเป็นการวินิจฉัยโดยมิได้เป็นไปตามหลัก นิติศาสตร์อิสลาม ทำให้หลักการสำคัญของการวะกัฟตามหลักการศาสนาต้องถูกบิดเบือนไป ตามความประสงค์ของอำนาจฝ่ายรัฐและผลประโยชน์ของฝ่ายทุน
นายประกอบ หลำโส๊ะ ผู้มาร่วมติดตั้งป้ายดังกล่าว กล่าวว่า “วัน ที่พวกเราไปยื่นหนังสือนายอาศีส พิทักษ์คุมพล กลับปฏิเสธไม่ยอมรับหนังสือ และเดินหนีไปขึ้นรถเดินทางออกจากศูนย์บริหารกิจการศาสนาฯ อย่างรีบร้อนโดยไม่ยอมรับฟังคำชี้แจงใดๆ จากพวกเรา ที่แย่ไปกว่านั้นคือผู้ติดตามของนายอาศีส พิทักษ์ คุมพล ยังพยายามข่มขู่คุกคามตัวแทนกลุ่มฯ อีกด้วย พวกเรารู้สึกผิดหวังในตัวว่าที่จุฬาราชมนตรีคนใหม่มาก”
นางจันทิมา ชัยบุตรดี ตัวแทนกลุ่มปกป้องฯ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า “ในวันนั้นพวกเราเห็นว่า เมื่อผลเลือกตั้งเป็นเช่นนี้ก็เป็นโอกาสดีที่เราน่าจะเข้าถึงตัวจุฬา ราชมนตรีได้ง่ายขึ้น เพื่อทำความเข้าใจ หาทางแก้ไขปัญหาที่ดินวะกัฟเพราะท่านเป็นคนบ้านเรา แต่กลับกลายเป็นตรงกันข้าม ท่านไม่ยอมคุยกับเรา เราจึงต้องนำป้ายนี้มาติดตั้งเพื่อรณรงค์สร้างความเข้าใจให้กับสาธารชน และเรียกร้องให้ท่านจุฬาฯ คนใหม่จริงจังแก้ปัญหานี้”
นายเจะหมัด สังข์แก้ว กล่าวเพิ่มเติมว่า “หลัง กลับจากไปร่วมฟังผลการเลือกตั้งจุฬาฯ มีการข่มขู่มาจากฝ่ายผู้ติดตามท่านอาศีสว่าไม่พอใจถึงขั้นจะเอาชีวิตพวกเรา เรา จึงอยากจะฝากถึงท่านอาศีสว่าช่วยควบคุมดูแลพฤติกรรมคนของท่านด้วย นอกจากนี้หลายคนมีความเห็นตรงกันว่า การที่ท่านไม่ยอมรับหนังสือร้องเรียนในครั้งนี้ ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีกเนื่องจากอาจทำให้ผู้ที่ทราบ เรื่องราวเข้าใจไปได้ว่า นายอา ศีส พิทักษ์คุมพลเองมีส่วนเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยที่ ผ่านมา โดยตั้งใจให้เป็นไป “เพื่อสมประโยชน์ของ บริษัท ทรานส์ ไทย-มาเลเซีย (ประเทศไทย) จำกัด” ซึ่งเป็นการสร้างความเสียหายแก่ตัวนาย อาศีสเอง และสร้างความเสียหายต่อพี่น้องมุสลิมโดยรวมเช่นกัน”
หลังจากนั้นสมาชิกกลุ่มจึงเดินทางไปติดตั้งป้ายรณรงค์เพิ่มเติม บริเวณสามแยกบ้านสะหลุดทางไปอำเภอนาทวี และริมถนนทางเข้าโรงแยกก๊าซธรรมชาติทรานส์ไทย-มาเลเซีย แล้วจึงแยกย้ายกันกลับบ้านเวลาประมาณ12:30 น.
วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ยะลาเดินหน้าหามือปาระเบิดย่านตลาดเก่า-เสียชีวิตเพิ่มรายที่ 2

ยะลา 14 มิ.ย.- พ.ต.สมคิด คงแข็ง รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่ 11 พร้อมชุดสืบสวนสอบสวน สภ.เมืองยะลา และอาสาสมัครรักษาดินแดนอำเภอเมืองยะลากว่า 100 นาย กระจายกำลังเข้าตรวจค้นบ้านเป้าหมายอย่างต่อเนื่องในย่านตลาดเก่า เขตเทศบาลนครยะลา เช้าวันนี้ (14 มิ.ย.) เพื่อค้นหาเบาะแสผู้ก่อเหตุปาระเบิดใส่รถทหารที่ปากซอย 14 ถ.สิโรรส ย่านตลาดเก่า เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีผู้บาดเจ็บ 23 ราย และเหตุปาระเบิดใส่ร้านหมูกะทะกับร้านข้าวต้มเมื่อคืนวันที่ 12 มิ.ย. มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บอีก 24 ราย โดยเจ้าหน้าที่ใช้เวลาค้นหาประมาณ 1 ชั่วโมง ไม่พบผู้ต้องสงสัยและหลักฐานใด ส่วนอาการของผู้บาดเจ็บจากเหตุระเบิดร้านข้าวต้ม ซึ่งนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา ล่าสุด (14 มิ.ย.) เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย คือนายสุนันท์ แก้วรัตน์ อายุ 57 ปี ทางญาติเตรียมรับศพนำไปบำเพ็ญกุศล. -สำนักข่าวไทย
วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ใต้อึมครึมครูดับอีกศพ สองวันยิง-บึ้ม 4 จุด จนท.เจ็บ 8

ใต้เดือดรายวัน ประกบยิงครูที่โคกโพธิ์ดับอีกศพ ผบ.พตท.เต้นสั่งสอบมาตรการรักษาความปลอดภัย จี้ทบทวนด่วน เหตุกำชับแล้วกำชับอีกก็ยังปล่อยให้เกิดเรื่อง สถานการณ์ในพื้นที่วุ่นหนัก สองวัน "ยิง-บึ้ม" ถล่มเจ้าหน้าที่ 4 จุด เจ็บรวม 8 นาย กราดยิงผู้ใหญ่บ้านสาหัสที่รือเสาะ ค้นบ้านต้องสงสัยที่จะกว๊ะ เจอเอกสารผลิตระเบิดเพียบ ด้าน ผบ.ทบ.ล่องใต้เรียกประชุมผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ
สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงวิกฤติและเกิดเหตุรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเวลา 15.30 น.วันพฤหัสบดีที่ 3 มิ.ย.2553 พ.ต.ท.กีรติ แวยูโซ๊ะ รองผู้กำกับการ สภ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี รับแจ้งเหตุยิงกันบนถนนสายโคกโพธิ์-เทพา หน้าปั๊มน้ำมันบางจาก ท้องที่หมู่ 2 บ้านกาโผะ ต.โคกโพธิ์ จึงรีบนำกำลังรุดไปตรวจสอบ พร้อมด้วย พล.ต.ต.พิเชษฐ์ ปิติเศรษฐพันธ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี (ผบก.ภ.จว.ปัตตานี)
ในที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า หมายเลขทะเบียน ฌ 7700 ปัตตานี ล้มคว่ำอยู่ข้างทาง ข้างๆ กันมีกองเลือดกองใหญ่ ส่วนผู้บาดเจ็บมีพลเมืองดีช่วยกันนำส่งโรงพยาบาลโคกโพธิ์แล้ว คือ นายบุญนำ ยอดนุ้ย อายุ 41 ปี ครูโรงเรียนบ้านท่าคลอง โดยนายบุญนำถูกยิงด้วยอาวุธปืนพกสั้นขนาด .38 เข้าที่ลำตัว 3 นัด อาการสาหัส แพทย์ได้พยายามช่วยเหลืออย่างเต็มที่ แต่เนื่องจากเสียเลือดมาก จึงเสียชีวิตในเวลาต่อมา
สอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ นายบุญนำกำลังขี่รถจักรยานยนต์มุ่งหน้ากลับบ้าน โดยมีเพื่อนครูขี่รถจักรยานยนต์ตามหลังมาด้วยจำนวน 5 คัน เมื่อถึงที่เกิดเหตุมีคนร้าย 2 คนขี่รถจักรยานยนต์ตามประกบอย่างรวดเร็ว และชักอาวุธปืนกระหน่ำยิงใส่นายบุญนำหลายนัดต่อหน้าต่อตาเพื่อนครูที่ขี่รถตามหลัง ทำให้รถเสียหลักล้มลงข้างทาง และนายบุญนำได้รับบาดเจ็บ ก่อนจะเสียชีวิตดังกล่าว ขณะที่คนร้ายเร่งเครื่องรถหายไปอย่างไร้วี่แวว เบื้องต้นตำรวจสันนิษฐานว่าเป็นการกระทำของกลุ่มก่อความไม่สงบ
หลังเกิดเหตุ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้ส่งข้อความสั้นทางโทรศัพท์มือถือ แจ้งว่าเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัววัยรุ่นต้องสงสัยได้ 2 คน ขณะกำลังผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า คาดว่าน่าจะเกี่ยวกับเหตุการณ์ประกบยิงครูบุญนำ แต่จากการตรวจสอบของผู้สื่อข่าวไปยังหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 24 เจ้าของพื้นที่ กลับได้รับการยืนยันว่าเป็นเพียงผู้ต้องสงสัย ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ และควบคุมตัวไว้ได้เพียงคนเดียว
ทั้งนี้ นายบุญนำเป็นครูรายที่ 2 ที่ถูกยิงเสียชีวิตในห้วงเวลาไม่ถึง 1 เดือน โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 7 พ.ค. ก่อนเปิดภาคเรียนใหม่เพียง 10 วัน คนร้ายได้ก่อเหตุลอบยิง นายภาศ ลาภเจือจันทร์ อายุ 45 ปี ครูโรงเรียนบ้านกรือเซะ ต.เมาะมาวี อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เสียชีวิตมาแล้ว โดยนายบุญนำนับเป็นบุคลากรทางการศึกษารายที่ 129 ที่ต้องสูญเสียชีวิตในสถานการณ์ความไม่สงบที่ดำเนินมากว่า 6 ปี
วันอังคารที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ระเบิดรถสายตรวจตร.ขณะลาดตระเวน เจ็บ 1 ที่ปัตตานี

เมื่อเวลา 11.45 น. วันที่ 1 มิถุนายน พ.ต.อ.อำนาจ ดี ผกก.สภ.สายบุรี จ.ปัตตานี ได้รับแจ้งมีเหตุระเบิดขึ้นบริเวณริมถนนสาย 42 ปัตตานี-นราธิวาส ม.10 บ้านบาโงมูหลง ต.เตราะบอน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี หลังรับแจ้งจึงรีบนำกำลังไปที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย กำลังตำรวจ ทหาร และชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด และตำรวจพิสูจน์หลักฐานปัตตานี ไปถึงพบรถยนต์กระบะสายตรวจ 4 ประตู แบบหุ้มเกราะของตำรวจ ทะเบียน ตราโล่ สภาพเป็นรูสะเก็ดระเบิดตามตัวถังข้างรถ แต่ไม่ทะลุ และมีตำรวจบาดเจ็บเจ็บถูกนำส่ง รพ.สมเด็จพระยุพราชอำเภอสายบุรี ทราบชื่อ สตท.มานิตย์ แก้วภักดี อายุ 28 ปี มีบาดแผลถูกบริเวณต้นคอ บาดเจ็บ
ตรวจสอบในที่เกิดเหตุพบหลุมบนกองเนินทราย และมีชิ้นส่วนระเบิดกระจายไปทั่วบริเวณ นอกจากนั้นพบเศษเหล็กถังแก๊ซปิกนิค ที่บรรจุระเบิด น้ำหนัก 7.5 กก. และพบชิ้นส่วนของรีโมทอีกด้วย
จากการสอบสวนก่อนเกิดเหตุทราบว่า ขณะที่ รถยนต์สายตรวจของ สภ.สายบุรี ได้ออกลาดตระเวนดูแลความสงบเรียบร้อยบนถนนสาย 42 ระหว่าง อ.สายบุรี- จ.นราธิวาส โดยมีตำรวจอยู่ด้านหน้า 4 คน และอยู่กะบะท้าย 2 คน พอขับมาถึงที่เกิดเหตุ ได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวน ซุ่มอยู่ พอได้จังหวะที่รถสายตรวจผ่านมาจุดที่คนร้ายตั้งระเบิดจึงได้กดรีโมททำให้เกิดระเบิดแรงระเบิดทำให้รถสายตรวจเสียหาย และตำรวจบาดเจ็บดังกล่าว
ชาวตุรกี-เลบานอน ชุมนุมประท้วงอิสราเอล ปล้น-ฆ่า คนบนเรือบรรเทาทุกข์

TND
.: ASTV
ประชาชนเรือนแสนในตุรกี ออกมาชุมนุมกลางนครอิสตันบูล ในวันนี้ (31) เพื่อประท้วงอิสราเอลที่โจมตี ปล้น-ฆ่าคนบนกองเรือขนสิ่งบรรเทาทุกข์ไปยังฉนวนกาซา ซึ่งมีเรือของตุรกีรวมอยู่ด้วย ขณะที่ผู้ลี้ภัยและนักเคลื่อนไหวชาวปาเลสไตน์อีกนับพันคนรวมตัวกันชุมนุม ประท้วงอิสราเอลทั่วเลบานอน
ผู้ประท้วงอย่างน้อย 10,000 คน เดินขบวนไปยังจัตุรัสทัคซิม กลางนครอิสตันบูล จากจุดเริ่มต้นที่สถานกงสุลอิสราเอลที่พวกเขามารวมตัวกันหลังจากข่าวแพร่ สะพัดออกมาตั้งแต่ก่อนรุ่งสางอิสราเอลโจมตีกองทัพเรือขนสิ่งบรรเทาทุกข์ไป ยังฉนวนกาซา จนทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 10 คน ขณะที่ตำรวจเฝ้าจับตาดูแลการชุมนุมอย่างใกล้ชิด
“ระยำอิสราเอล” “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน แก้แค้น แก้แค้น” ผู้ประท้วงร้องตะโกน ขณะเดียวกัน ก็โบกธงชาติตุรกีและปาเลสไตน์ ระหว่างที่เดินไปยังจัตุรัสแห่งนี้ ตามการรายงานของช่างภาพเอเอฟพี นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้มีการปิดสถานทูตของอิสราเอลด้วย ขณะที่สื่อโทรทัศน์รายงานว่า ผู้ที่ผ่านไปมาร่วมสนับสนุนการชุมนุมโดยได้ปรบมือเชียร์พวกผู้ประท้วง
ส่วนที่ เลบานอน ผู้ชุมนุมโบกธงชาติปาเลสไตน์และป้ายประท้วงเดินขบวนไปยังค่ายผู้ลี้ภัย 12 แห่งที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ รวมถึงในกรุงเบรุตด้วย โดยพวกเขาเรียกร้องให้ประชาคมโลกจัดการกับอิสราเอล
“ประชาคมโลกอยู่ไหนล่ะ ไหนล่ะสิทธิมนุษยชน” ผู้ชุมนุมในค่ายลี้ภัยอัลบาสส์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเรียกร้องการชุมนุมในเมืองไทร์ ชายฝั่งทางใต้กล่าว ขณะที่ในกรุงเบรุต ผู้ประท้วงเรียกร้องให้มีการปิดสถานทูตอิสราเอลทุกแห่งในโลกอาหรับด้วย
การประท้วงเกิดขึ้นหลังจากในวันเดียวกันนี้ กองกองทัพเรืออิสราเอลบุกโจมตีกองทัพเรือขนสิ่งบรรเทาทุกข์ในน่านน้ำสากล ตั้งแต่ก่อนกรุงสาง ทำให้นักเคลื่อนไหวที่สนับสุนปาเลสไตน์เสียชีวิตมากถึง 19 คน โดยนักเคลื่อนไหวส่วนใหญ่นี้เป็นชาวตุรกี ทั้งนี้ นอกจากจะมีการประท้วงในตุรกีและเลบานอนแล้ว รัฐบาลตุรกียังเรียกทูตประจำอิสราเอลกลับ เพื่อเป็นการประท้วงอิสราเอลด้วย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
