วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2553

“บทเรียน 6 ปีไฟใต้ถึงความรุนแรงในเมืองหลวง”

ฝ่าวิกฤตการเมืองไทย ทางสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย เชิญ อ.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผอ.สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ และคุณกิตติภพ สิทธิสว่าง ตัวแทนกลุ่มรักษ์จะนะ จังหวัดสงขลา ผู้เคลื่อนไหวคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ อ.จะนะ จนถูกจับกุมตัว มาพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการเปรียบเทียบสถานการณ์ระหว่างกรุงเทพฯ กับ สามจังหวัดชายแดนใต้ ดำเนินรายการโดย คุณณัฏฐา โกมลวาทิน

พิธีกร : ประเด็นหลักที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้กับปัญหากรุงเทพฯที่เกิดขึ้นนั้นเหมือนกันอย่างไร

อ.ศรีสมภพ : สิ่งที่เหมือนกันคือเรื่องของความชอบธรรมของรัฐในการจัดการกับปัญหาทางการเมืองการปกครอง ซึ่งสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาทางการเมืองในเรื่องของอัตลักษณ์ ชาติพันธุ์ ศาสนา วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่และเป็นปัญหาพิเศษ จึงเกิดการต่อสู้ในเชิงสัญญลักษณ์เพื่อจัดการแก้ปัญหาเรื่องการปรับโครงสร้างการปกครองให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมที่พิเศษ บางส่วนมีความต้องการในแง่ของการแยกดินแดน ดังนั้นจึงเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้นมา และปัญหาที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ นั้นเป็นเรื่องของความชอบธรรมในเรื่องการเมืองการปกครองของรัฐธรรมนูญปี2540

คุณกิตติภพ : รัฐใช้อำนาจรวมศูนย์ในการตัดสินใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น แทนที่จะทำความเข้าใจและรับฟังเสียงของชาวบ้าน เช่นในเรื่องของโครงการแยกก๊าซ โครงการอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ระบบอุตสาหกรรมเคมี และโรงไฟฟ้า ทั้งหมดนี้กระทบถึงฐานชีวิตของคนในชุมชน ทะเล คลอง อากาศ โดยชาวบ้านได้เรียนรู้จากบทเรียนที่ผ่านมาจากมาบตาพุด ทำให้พวกเขารู้ว่า หากพัฒนาไปในทิศทางนั้นจะทำให้พวกเขาไม่สามารถอยู่ได้ และเมื่ออยู่ไม่ได้พวกเขาจึงต้องลุกขึ้นมาปกป้องตัวเอง จึงทำให้เกิดผลคัดค้านอย่างต่อเนื่อง จนถึงขั้นการใช้ความรุนแรงในการทุบตีชาวบ้านที่มาเรียกร้องชุมนุม มันทำให้เกิดปัญหารุนแรงขึ้นอีกขั้น รวมถึงความรู้สึกของชาวบ้านที่มีต่อภาครัฐอย่างไม่ดีนัก อีกทั้งทางภาครัฐไม่ได้เห็นความสำคัญของชาวบ้านเท่าที่ควร ตั้งแต่ในระดับ อบต. นายอำเภอ ผู้ว่าราชการ ตลอดจนรัฐมนตรี ที่ไม่ออกมาคลี่คลายปัญหา

พิธีกร: ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีเจ้าหน้าที่เข้าไปปฏิบัติงานหลายหมื่นนาย ชาวบ้านปรับตัวอย่างไรกับสภาวะการดูแลของเจ้าหน้าที่อย่างเข้มข้น

อ.ศรีสมภพ : จากที่ได้สำรวจความคิดเห็นของชาวบ้าน ชาวบ้านส่วนใหญ่มีความรู้สึกไม่เห็นด้วยกับการที่มีทหารจำนวนมากเข้าไปอยู่ในพื้นที่ เพราะมาจากความขัดแย้ง ความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่ใช่เป็นสาเหตุหลักของปัญหาทั้งหมด เป็นเพียงเฉพาะบางกรณี ซึ่งการไม่เห็นด้วยของชาวบ้านเป็นความรู้สึกที่สะสมและต่อเนื่องที่มีต่อภาครัฐ

พิธีกร:ในภาวะอย่างนี้ที่เป็นที่เข้าใจกันได้ว่า มีกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ ในขณะที่รัฐบาลได้ส่งทหารเข้าไปปฏิบัติการ อีกด้านหนึ่งชาวบ้านคงรู้สึกไม่ค่อยพอใจหรือหวั่นไหวกับสิ่งที่เกิดขึ้น สถานการณ์แบบนี้จำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีเจ้าหน้าที่เข้าไปอยู่ เพื่อพยายามคลี่คลายและดูแลชาวบ้าน

ผอ.ศรีสมภพ :เพราะมีเงื่อนไขของฝ่ายรัฐบาลใน 2 ด้าน คือ การประกาศใช้กฏอัยการศึกเนื่องจากเกิดสถานการณ์ความรุนแรงในช่วงปี 2547 และประกาศ พรก.ฉุกเฉิน ในปี2548 และตามมาต่อเนื่องในปี 2550 แต่ต้องเห็นใจฝ่ายรัฐบาลที่สถานการณ์ในหลายปีที่ผ่านมาทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งการใช้กฏอัยการศึกก็สามารถลดความรุนแรงลงได้ แต่ผลกระทบที่ตามมาประชาชนมีความคิดในแง่ลบต่อทหารที่แก้กันยังไม่ตก และจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนใต้ตอนแรกคงไม่มีใครคิดถึงว่าจะยืดเยื้อมาถึงปัจจุบัน ในขณะเดียวกันกับปัญหาที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ หากยังไม่สามารถแก้ไขได้อาจจะทำให้เกิดการยืดเยื้อเหมือนกับสามจังหวัดชายแดนใต้ได้

พิธีกร : ที่จะนะ เหตุการณ์ได้ผ่านไป 8 ปี ตอนนี้สถานการณ์บรรยากาศเป็นอย่างไรบ้าง

คุณกิตติภพ : ปัญหายังคงอยู่ รัฐบาลพยายามผลักให้จะนะเป็นเขตอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความขัดแย้งที่โครงการ แต่เป็นเพราะพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ของมุสลิมที่มีวิธีคิดอีกแบบ ที่เกี่ยวข้องกับหลักศาสนา อยู่กันแบบเรียบง่าย ใช้เกษตรทรัพยากรที่มี และอยู่บนพื้นฐานของประเพณี วัฒนธรรม ซึ่งแต่เดิมวัฒนธรรมเป็นตัวเชื่อมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ในสังคมและเกิดการไว้เนื้อเชื่อใจกัน แต่ขณะนี้ไม่เป็นอย่างนั้น เพราะเมื่อมีโครงการเข้าไปทำให้เกิดกลุ่มทุน โดยการใช้อำนาจรัฐเข้าไปแทรกแซง ทำให้เกิดการแบ่งฝ่ายทำให้มีปัญหาขึ้นมาต่อเนื่อง เช่นในกรณีที่ชาวบ้านไปชุมนุมเพื่อปกป้องพื้นที่ 720 ไร่หน้าทะเลไว้ให้ชุมชน แต่ทางตำรวจไม่ยอมรับ ในขณะที่เจ้าหน้าที่จากต่างประเทศเข้าไปแจ้งความในเรื่องเดียวกันกับรับ แล้วผมกลับถูกดำเนินคดี จึงมีความรู้สึกที่จะต้องรวมตัวกันเพื่อให้เกิดความยุติธรรม

พิธีกร : ในพื้นที่ภาคใต้จากการที่รัฐบาลได้เข้าไปพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา ช่วยการพัฒนาภาคใต้ช่วยได้จริงหรือปล่าว

อ.ศรีสมภพ : ส่วนหนึ่งใช้ได้จริง เช่นโครงการการจ้างงานพิเศษให้แก่เยาวชน โครงการบัญฑิตอาสา และโครงการสร้างสิ่งก่อสร้างพื้นฐาน แต่ในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ การเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และการกระจายรายได้ต่าง ๆ ยังไม่ค่อยดี เพราะตัวชี้วัดในหลายๆ ด้านยังไม่เปลี่ยนแปลง เช่น ความยากจน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตต่างๆ ที่หลากหลาย ในส่วนของการแก้ปัญหาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้น หากทุกคนทุกภาคในประเทศเปิดใจกว้างยอมรับความแตกต่างที่ภาคใต้มีและเรียนรู้ความแตกต่างนั้นเพื่อจะได้ดำรงอยู่ร่วมกันในประเทศ ขณะเดียวกันคนในภาคใต้ก็ต้องรู้ถึงความแตกต่างและเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตบนความแตกต่างนี้เช่นกัน ซึ่งทั้งสองฝ่ายต้องเปิดใจกว้างและไม่มีอคติต่อกัน

พิธีกร : จุดที่จะเชื่อมต่อความขัดแย้งของคนในจะนะ พอมีเงินทุนเข้าไป ผู้คนขัดแย้งกัน อะไรที่จะให้คนเชื่อมต่อกัน คุยกันได้
คุณกิตติภพ :การใช้กระบวนการเรียนรู้ของกลุ่ม แล้วให้ข่าวเผยแพร่ไป สะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้น โดยมีเครือข่ายกลุ่มพื้นที่เข้ามาทำงานร่วมกัน จะทำให้คุยกันเพิ่มได้มากขึ้น แต่ภาครัฐยังคงดำเนินการต่อไปในส่วนของภาครัฐเอง โดยไม่สนใจถึงผลกระทบของชาวบ้าน

พิธีกร : ชาวบ้านปรับตัวอย่างไรในการใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่
ผอ.ศรีสมภพ :เรื่องของความกลัวของคนในพื้นที่มีอยู่แน่นอน ทางแก้ไขคือหลีกเลี่ยงไปในที่ที่ เปลี่ยว หรือไปในพื้นที่ที่ไม่รู้จักและไม่คุ้นเคย หลังจากนั้นก็จะเริ่มเข้าสู่ของการปรับตัว พอปรับตัวได้แล้วก็จะเริ่มคลายความกลัวลง ทำให้มีเวลาในการทำงานมากขึ้น เรื่องของการพูดคุยเพื่อสื่อสารกับคนในท้องถิ่น คนส่วนใหญ่จะพูดกับคนแปลกหน้าน้อยมาก เพราะเกิดมาจากความระแวง พวกเขาจะไว้ใจคนในพื้นที่เดียวกัน และสามารถพูดภาษาเพื่อสื่อสารกับเขาได้เท่านั้น ซึ่งในด้านของศาสนาก็เช่นกันที่ค่อนข้างจะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้พวกเขาไว้วางใจได้หรือไม่ คนในพื้นที่จะพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไม่พูดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งต่อกันขึ้น

พิธีกร : ถ้าเปรียบเทียบในสิ่งที่เกิดขึ้นในภาคใต้และเหตุการณ์การชุมนุมในช่วงเวลานี้ จุดไหนที่เป็นเส้นบาง ๆ กั้นอยู่ว่าจะไม่เลยเถิดไปถึงสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กำลังเดินหน้าไปถึงจุดนั้นหรือเปล่า
อ.ศรีสมภพ : ขณะนี้ใกล้มาก เป็นสิ่งที่น่ากลัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเผชิญหน้าทั้งสองฝ่าย ระหว่างฝ่ายรัฐกับผู้ชุมนุม ดูท่าทีแล้วยังไม่มีการยอมรับระหว่างการเจรจา หากมีความุนแรงเกิดขึ้นอีก จะทำให้พื้นที่สาธารณะเป็นพื้นที่ที่ไม่ปลอดภัย ทำให้เกิดความเสียหายสูง

พิธีกร : ในส่วนของภาคประชาชนคนกรุงเทพฯเองคงมีความรู้สึกกลัวอยู่ในใจ ควรที่จะมีวิธีคิดยังไงกับการเฝ้าดูเหตุการณ์

อ.ศรีสมภพ : จุดแรกที่จะต้องคิดก็คือ ต้องลดอคติในเรื่องของการกระทำที่มีต่อกันก่อน หลีกเลี่ยงการพูดถึงความรุนแรงที่ว่าใครกระทำก่อน เพราะตอนนี้ยังอยู่ในช่วงของความสับสน ทั้งสองฝ่ายต้องระวังเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้นทั้งสองฝ่าย

พิธีกร : คุณกิติภพในฐานะเจ้าของในพื้นที่ในจะนะ ถ้าถอดหัวใจมาใส่ไว้ในใจคนกรุงเทพฯ จะทำให้เข้าใจมากยิ่งขึ้นหรือไม่ ว่าตอนนี้คนกรุงเทพฯจะถูกดึงไปสู่ความขัดแย้งมากขึ้น คนกรุงเทพฯจะมีการวางหลักคิดยังไง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น