วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

บันทึกจากลังกาวี ระดมปัญญาชนมุสลิมดับไฟใต้


บันทึกจากลังกาวี ระดมปัญญาชนมุสลิมดับไฟใต้

ช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จังหวัดปัตตานี ร่วมกับวิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เชิญปัญญาชนมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 70 คน ซึ่งประกอบด้วย ประธานคณะกรรมการอิสลามและกรรมการอิสลาม ดาโต๊ะยุติธรรม โต๊ะครูสถาบันศึกษาปอเนาะ ผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม โต๊ะอิหม่าม คณะอาจารย์จาก มอ.ปัตตานีและวิทยาลัยอิสลามยะลา ข้าราชการมุสลิม ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่โรงแรมซิตี้เบย์วิว เกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย ปัญหาและทางออกในการแก้ปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้น ซึ่งพวกเขาสะท้อนออกมาน่าสนใจยิ่ง

1.ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม

ปัญหาความไม่มั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ

ปัญหาซึ่งปัญญาชนมุสลิมที่เข้าร่วมประชุมสะท้อนออกมาได้แก่ ความไม่สมดุลของการใช้ทรัพยากร การขาดแหล่งเงินทุน แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชน ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขปัญหา ปัญหาว่างงาน ประชาชนขาดอาชีพ ไม่มีรายได้ ปัญหาที่ทำกินมีจำกัด ถูกนายทุนกว้านซื้อที่ดิน ขาดการพัฒนา

ข้อเสนอแนะ

ให้มีการจัดตั้งสภาเศรษฐกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศูนย์ข้อมูลสารสนเทศชายแดนใต้ สถาบันพัฒนานักธุรกิจมุสลิม กฎหมายเกี่ยวกับการบริจาคตามหลักศาสนา หรือพรบ.ซากาต รวมทั้งมีหน่วยงานหรือองค์กรกลั่นกรองสื่อ

ปัญหาด้านสังคม

ความไม่เป็นธรรมในสังคม ปัญหาความมีอคติ การยอมรับอัตลักษณ์มลายู ปัญหาความมั่นคง ปัญหาการจัดการข้อมูล ปัญหาที่ทำกิน ปัญหาความอ่อนแอของครอบครัว ชุมชน ปัญหาขาดการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาสังคม ปัญหาการบริโภคสื่อ ปัญหานโยบายไม่ถูกนำไปปฏิบัติ ปัญหาความหวาดระแวง

ข้อเสนอแนะ

สร้างสภาบันครอบครัวให้เข้มแข็ง โดยภาครัฐต้องไปให้ความรู้ รัฐต้องสนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน มีการตั้งมัจลีสฟัตวา(สภาวินิจฉัยเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม โดยปราชญ์ทางกฎหมายอิสลาม) รวมทั้งตั้งสภาซูรอ (สภาที่ปรึกษา )

2.ปัญหาด้านการศึกษา

ประเด็นสำคัญที่กล่าวถึงคือ ปัญหาคุณภาพสถานศึกษา ซึ่งการบริหารสถานศึกษาและการจัดการเรียนการสอนยังขาดคุณภาพ บางครั้งมีการเปลี่ยนปรับ คณะกรรมการบ่อย ครูผู้สอนขาดจิตสำนึกและจรรยาบรรณความเป็นครู หลักสูตรการเรียนการสอนไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชนมุสลิม

ข้อเสนอแนะ

รัฐ ควรตั้งหน่วยงานที่มี ระดับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง หรือผู้ช่วยรัฐมนตรี กำกับดูแลการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เฉพาะ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้มีหน่วยงานดูแลนักศึกษาไทยในต่างประเทศร่วมทั้งจัดสรรหาทุนการศึกษาแก่ นักเรียนจนจบการศึกษาจัดสัดส่วนของบุคลากรมุสลิมด้านการศึกษาในมีสัดส่วนที่ เหมาะสมและสอดคล้องกับจำนวนประชากรในพื้นที่

นอก จากนี้เสนอให้มีการจัดตั้งศูนย์บริหารกลางด้านการศึกษา จัดสรรตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาให้สอดคล้องกับอัตราส่วนของคนในพื้นที่ รวมทั้งจัดหลักสูตรให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมวิถีชุมชนในพื้นที่ คัดผู้บริหารทางการศึกษาและครูผู้สอนโดยเน้นคุณภาพ ในทุกด้าน ตลอดจนจรรยาบรรณวิชาชีพครู

ปัญหาความสัมพันธ์ สถานศึกษากับชุมชน

เป็นปัญหาซึ่งเกิดจากการที่ชุมชนขาดความไว้วางใจในสถานศึกษาของรัฐ ซึ่งเป็นผลจากการบริหารหลักสูตรไม่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน

ทางออก คือจะต้องสร้างความไว้วางใจระหว่างสถนศึกษากับชุมชนโดยให้ชุมชนเข้ามามีส่วน ร่วมในสถานศึกษามากขึ้น จัดสรรทุนการศึกษาจนจบการศึกษาแล้วกลับมาปฏิบัติงานในชุมชน รวมทั้งการคัดเลือกบุคลากรในท้องถิ่นที่มีคุณภาพ

ส่วนปัญหาภาคประชาชนขาดจิตสำนึกด้านการศึกษา จะต้องปลูกจิตสำนึกให้รักการศึกษา และให้ประชาชนมีส่วนรวมในด้านการศึกษามากขึ้น

3.ปัญหาการเมืองการปกครองและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้ารัฐ

เจ้าหน้าที่รัฐไม่เข้าใจพื้นที่

ข้อเสนอแนะจากวงประชุมคือ รัฐควรตรวจสอบ (Screen) บุคลากรที่จะส่งเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่

1.ให้เป็นบุคคลในพื้นที่เพราะอย่างน้อยที่สุดคนในพื้นที่ย่อมเข้าใจพื้นฐานของคนมลายู

2.ถ้าเป็นบุคคลจากภายนอกต้องผ่านการประเมิน การตรวจสอบจากคณะทำงานที่จะมีขึ้นในข้อ 4

3.รัฐไม่ควรสร้างความคิดผิดๆว่าพื้นที่ 3 จังหวัดเป็นประหนึ่งบันไดขั้นแรกที่บุคลากรของรัฐใช้ไต่เพื่อการก้าวสู่ ตำแหน่งที่สูงกว่า เมื่อได้ตำแหน่งที่ดีแล้วก็ย้ายออก การเข้ามารับราชการของข้าราชการเหล่านั้นมักขาดจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อ หน้าที่เพราะไม่ได้เข้ามาด้วยความจริงใจและตั้งใจที่จะดูแลความทุกข์สุขของ ประชาชน

4.รัฐต้องคัดเลือกตรวจสอบ (X-Ray) บุคลากรของรัฐในพื้นที่ให้มีความเหมาะสม และต้องเป็นบุคคลที่มีจริยธรรมและคุณธรรมเป็นที่ตั้ง

ปัญหาอื่นๆ ที่นำเสนอคือ การนำนโยบายเสริมสร้างสันติสุข 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และความมั่นคงไปสู่การปฏิบัติของเจ้าหน้ารัฐยังไม่เหมาะ สมและขาดเอกภาพ รัฐไม่ส่งเสริม/สนับสนุนให้ประชาชนแต่ละเชื้อชาติรักษาอัตลักษณ์ (ชาติพันธ์มลายู ภาษา ค่านิยมและวิถีชีวิตชุมชน-ศาสนา) รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐขาดเอกภาพคือต่างหน่วยงานต่างทำงานโดยไม่บูรณาการ

ข้อเสนอแนะ

ให้มี กฎหมายเฉพาะกำกับนโยบายให้สอดคล้องกับพื้นที่พิเศษ รัฐต้องให้โอกาสประชาชนในท้องถิ่นในการที่จะอนุรักษ์อัตตลักษณ์ท้องถิ่น ชาติพันธ์มลายู ภาษา ค่านิยม และวิถีชีวิตชุมชนโดยรัฐเป็นผู้สนับสนุน เจ้าหน้าทีควรทำงานโดยยึดหลักการประสานเป็นหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาได้อย่างมี ประสิทธิภาพและประสิทธิผล

สำหรับปัญหา เจ้าหน้าทีที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยส่วนใหญ่เป็นคนนอกพื้นที่ไม่สอดคล้องกับอัตราสัดส่วน ของคนในพื้น รัฐต้องดำเนินการให้คนในพื้นที่มีโอกาสเข้ามาปฏิบัติราชการในพื้นที่ให้มาก ที่สุดโดยจะต้องยืดหยุนในระเบียบกฏเกณฑ์ราชการบางอย่างหรือกำหนดระเบียบขึ้น มาเฉพาะสำหรับการบริหารงานบุคคล รวมทั้งกำหนดยุทธศาสตร์ด้านบุคลากรของรัฐให้มีความเหมาะสมตามอัตราส่วน เน้นบุคคลในพื้นที่

ปัญหาผู้กำหนดนโยบายในแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้งใน ปัญหา ความต้องการ และความจำเป็นของประชาชน จะต้องให้มีคณะกรรมการด้านการกำหนดนโยบายที่มาจากทุกภาคส่วนในอัตราที่เหมาะ สมทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน ร่วมถึงองค์กรศาสนา ภาคการเมือง ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจในพื้นที่ คณะบริหารดังกล่าว ต้องประกอบด้วยบุคคลหลากหลายในพื้นที่

ปัญหาเหตุร้ายรายวัน ไม่สามารถจับผู้กระทำผิด ซึ่งด้านลบที่สะท้อนให้เห็นคือ รัฐไม่สามารถคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งข้อมูล ข้อเท็จจริง รวมทั้งข่าวลือ ว่าการเสียชีวิตของประชาชนในพื้นที่ส่วนหนึ่งมาจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ (จากงานวิจัยของ ดร.ศรีสมภพ จิตต์รมศรี มอ.ปัตตานี) หรือจากกลุ่มก่อความไม่สงบ จากปัญหาส่วนตัวและยาเสพติด ประชาชนส่วนใหญ่ไม่รู้ข้อมูลที่แท้จริง ทำให้มีการบิดเบือนข้อมูล การเกิดข่าวลือต่างๆจนเกิดความหวาดกลัว หวาดผวา

ข้อเสนอแนะ

1.ให้มีการจัดระบบข้อมูลที่ถูกต้อง ตรวจสอบได้ ประชาสัมพันธ์เปิดเผยในส่วนที่จำเป็นให้ประชาชนทราบ

2.รัฐควรศึกษาโครงสร้างขบวนการก่อความไม่สงบ พร้อมหาแนวทางสลาย

3.คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดและผู้รู้ (อูลามาอฺ) ใน 3 จังหวัดภาคใต้ทำการชี้แจ้งหลักการศาสนาที่ถูกต้องโดยอาศัยเครื่อข่ายอิหม่าม ประจำมัสยิด กำนันผู้ใหญ่บ้าน และเผยแพร่ทางเอกสาร

4.หากเกรงว่าคำชี้แจ้งจะไม่มีน้ำหนักพอก็ให้ประสานความร่วมมือกับองค์กร ศาสนาหรือปราชญ์มุสลิมในโลกมุสลิมเพื่อมีส่วนร่วมในการสร้างความเข้าใจที่ ถูกต้องกับประชาชน

4.ปัญหาด้านศาสนา ภาษาและวัฒนธรรม

“ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่เรียกร้องความสันติสุขและการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสมานฉันท์บนพื้นฐานความถูกต้องและความเป็นธรรม” คำกล่าวที่หยิบยกขึ้นมาของบรรดาปัญญาชนกลุ่มนี้ แสดงให้เห็นถึงจุดมุ่งหมายของพวกเขา

สาเหตุด้านศาสนา

-รัฐไม่มีความจริงใจในการสนับสนุนให้มุสลิมปฏิบัติตามหลักการของศาสนาอิสลาม ยกตัวอย่างเช่นรัฐสร้างอาคารที่ทำการหรือที่ทำงานใหญ่โต แต่ไม่คำนึงถึงการสร้างห้องปฏิบัติการศาสนกิจ ไม่มีปรากฏอยู่ในแปลนอาคาร ตรงจุดนี้ก็แสดงให้เห็นว่ารัฐยังไม่เข้าใจความต้องการพื้นฐานด้านศาสนาอิส ลามอย่างแท้จริง เรื่องอาหารฮาลาลก็เช่นกันเวลามีการสัมมนาร่วมกับผู้หลักผู้ใหญ่หรือสัมมนา ร่วมกับชาวไทยที่นับถือศาสนาอื่น โดยเฉพาะนอกพื้นที่สามจังหวัดมักจะมีปัญหาด้านอาหารการกินโดยผู้จัดมักจะ บอกว่าอาหารสากลไม่มีหมูมุสลิมทานได้ จนทำให้พี่น้องมุสลิมต้องออกไปกินอาหารที่ร้านอาหารมุสลิมเป็นประจำ เรื่องเล็กๆ น้อยรัฐก็ทำไม่ได้

-รัฐมีนโยบายไม่ชัดเจนและไม่แน่นอนเกี่ยวกับศาสนาอิสลามจึงทำให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

ข้อเสนอแนะ

-รัฐต้องสนับสนุนให้มุสลิมได้ปฏิบัติตามหลักการของศาสนาอิสลามอย่างแท้จริง เช่นการแต่งกายตามหลักศาสนาบัญญัติ สร้างที่ละหมาดตามสถานที่ราชการ มีอาหารฮาลาลในทุกครั้งที่การสัมมนาร่วมกับมุสลิม

-ให้มีองค์กรศาสนาอิสลามที่เข้ามาแก้ไขปัญหาโดยมีกฎหมายรองรับ เช่นสภาซูรอ

-รัฐต้องเปิดโอกาสให้อูลามาอฺ (ผู้รู้) ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีส่วนร่วมในการตอบปัญหาศาสนาร่วมกับสำนักจุฬาราชมนตรี

-รัฐต้องทำคู่มือสำหรับข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดให้เข้าใจในพิธีกรรมต่างๆ ที่ไม่ขัดกับหลักศาสนาอิสลาม

-แนวทางแก้ปัญหาด้านศาสนาในเรื่องการชี้ขาดเรื่อง ญิฮาด เองตามชะฮีด การอาบน้ำศพหรือไม่ ในสถานการณ์ปัจจุบันซึ่งอยู่ในสถานการณ์ซึ่งไม่ปกติ จำเป็นต้องเป็นคณะกรรมการที่มีกฎหมายรองรับอย่างถูกต้อง คือสำนักจุฬาราชมนตรี

-การชี้ขาดปัญหาดังกล่าวเป็นหน้าที่ศาล แต่ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีศาลชารีอะฮ์

ปัญหาด้านภาษามลายู

ซึ่งส่วนใหญ่เห็นว่ารัฐยังไม่ส่งเสริมการใช้ภาษามลายูท้องถิ่นเท่าที่ควร เจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษามลายู

ข้อเสนอแนะ

ให้มีนโยบายที่ชัดเจนในการอนุรักษ์และสนับสนุนภาษามลายูท้องถิ่น เช่นให้มีองค์กรภาษามลายู (Dewan Bahasa Melayu) มาตรการที่ผ่านมารัฐได้กำหนดทิศทางที่ถูกต้องแล้ว แต่เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างจริงจังจริงใจและต่อเนื่อง รัฐต้องสนับสนุนให้มีองค์กรภาษามลายูให้ชัดเจนและเป็นรูปธรรม รวมทั้งส่งเสริมให้ข้าราชการสามารถลื่อสารด้วยภาษามลายู

ปัญหาด้านวัฒนธรรม

-รัฐยังไม่เข้าใจระหว่างวัฒนธรรมอิสลามกับประเพณีท้องถิ่น เช่นประเพณีหรือพิธีกรรมใดขัดกับหลักการอิสลาม ประเพณีหรือพิธีกรรมใดที่ขัดกับหลักการอิสลามมุสลิมไม่สามารถปฏิบัติได้ แต่เจ้าหน้าที่รัฐยังเชิญชวนกึ่งบังคับให้ชาวมุสลิมไปร่วม

-รัฐพยายามส่งเสริมประเพณีและวัฒนธรรมที่ขัดกับหลักศาสนาอิสลาม

ข้อเสนอแนะ

-รัฐต้องสนับสนุนวัฒนธรรมที่ดีของอิสลาม เช่นวัฒนธรรมการแต่งฮิญาบของสตรี วัฒนธรรมการเข้าสุนัตหมู่ (การขลิบอวัยวะเพศชาย) วัฒนธรรมการแต่งงาน เป็นต้น

-ประเพณีที่ขัดแย้งกับหลักการศาสนาอิสลามรัฐต้องไม่สนับสนุนหรือบีบบังคับ ให้ชาวมุสลิมไปร่วม เพราะเป็นการกระทำผิดต่อหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม เช่นประเพณีที่มีพิธีกรรมการตั้งภาคีกับอัลลอฮ ประเพณีลอยกระทง ประเพณีที่มีการกราบไหว้วัตถุ เป็นต้น

นี่คือบทสรุปโดยย่อของการประชุมเชิงปฎิบัติการปัญญาชนมุสลิมจากเกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย ทุกหัวข้อบทสรุปคือวิธีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง อันเป็นพื้นฐานปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ซัยยิด กุฎบฺ นักคิดและนักปฏิวัติในการรื้อฟื้นอิสลาม


ซัยยิด กุฎบฺ นักคิดและนักปฏิวัติในการรื้อฟื้นอิสลาม

โดย Ahmed El-Kadi, MD
อบู ฟิตยะฮฺ แปลและเรียบเรียง

ซัยยิด กุฎบฺ แกน นำของญะมาอะฮฺอิควาน อัล มุสลิมูน(ขบวนการภราดรภาพมุสลิม) เป็นผู้ที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อคนหนุ่มสาวมุสลิมอาหรับในช่วงปลายทศวรรษที่ 60 นัก เขียนตะวันตกในยุคปัจจุบันต่างมีความเห็นว่าท่านคือหนึ่งในสองของผู้มี อิทธิพลสูงสุดต่อนักคิดมุสลิมในศตวรรษนี้ อีกท่านหนึ่งนั้นคือ ซัยยิด อบุล อะอฺลา อัล เมาดูดียฺ

งานเขียนของซัยยิด กุฎบฺ ก่อน ปี 1951 มีลักษณะไปทาง “นักศีลธรรม” หลังจากที่ท่านได้ศึกษาแนวคิดของซัยยิด เมาดูดีย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสำคัญในประเด็นที่ว่า อิสลามคือระบอบชีวิตที่สมบูรณ์ และ การสถาปนากฎหมายของอัลลอฮฺขึ้นบนโลกนี้เป็นภาระหน้าที่ที่สำคัญยิ่งของบรรดามุสลิม ได้เปลี่ยนแปลงท่านสู่ลักษณะแบบ “นักปฏิวัติ”

การใช้ชีวิตอยู่ชั่วคราว 2 ปี ( 1948 – 1950 ) ในสหรัฐอเมริกาของท่าน ได้เปิดโลกทัศน์ให้ท่านได้เห็นถึงความเลวร้ายของวัฒนธรรมตะวันตกและอุดมการณ์ที่ไม่ ใช่อิสลามทั้งหลาย

หลังจากการเดินทางกลับสู่อียิปต์ ซัยยิด กุฎบฺได้ลาออกจากงานในกรมการศึกษา และอุทิศตัวของท่านเพื่ออุดมการณ์ที่จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทั้งระบบ อุดมการณ์ของอิควานมีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้นเมื่อท่าน ซึ่งถูกจองจำอยู่ในห้องขัง ท่านได้เขียนหนังสือปรับปรุงแนวคิด ความใฝ่ฝันของ อัช ชะฮีด ฮะซัน อัล บันนา ซึ่งปรารถนาจะสถาปนารัฐอิสลามขึ้นในอียิปต์หลังจากที่ได้ทำให้ชาติแปรเปลี่ยนสู่อิสลามทั่วทุกด้านแล้ว ซัยยิด กุฎ บฺ กลับเสนอทัศนะว่าอันดับแรกนั้นแนวหน้าของการปฏิวัติจะต้องสถาปนารัฐอิสลามขึ้นก่อน ต่อจากนั้นถึงกำหนดโครงการเปลี่ยนสังคมอิยิปต์ – ที่หันเหไปสู่อุดมการณ์ชาตินิยมอาหรับ - ให้กลายเป็นสังคมอิสลาม Sample Imageช่วงระยะเวลา 11 ปี หลังกำแพงคุกเปิดโอกาสให้ซัยยิด กุฎบฺ ได้ยืนยันสิ่งที่ท่าน ประจักษ์แก่ใจจากงานเขียนของเมาดูดีย์ และนั้นนำไปสู่คำสั่ง ประหารชีวิตของท่านจากรัฐบาลเซคคิวลาร์นัสเซอร์ ในข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริง

นอกเหนือจากท่านนบี มุฮัมมัดแล้ว บุคคลร่วมสมัยซึ่งมีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงต่อ ข้าพเจ้าคือ บิดาของข้าพเจ้า ,อิมาม ฮะซัน อัล บันนา , และซัยยิด กุฎบฺ หนังสืออิสลามสองเล่มแรกซึ่งข้าพเจ้าได้ศึกษาในวัยหนุ่มคือ “ดิรอสาต อิสลามิยะฮฺ” (การศึกษาในอิสลามหรือการเรียนรู้ในอิสลาม ) และ อัล อดาละฮฺ อัล อิจญติมาอียะฮฺ ฟิล อิส ลาม (สังคมแห่งความยุติธรรมในอิสลาม )ซึ่งทั้งสองเล่มนี้เขียนโดย ซัยยิด กุฎบฺ ถึง แม้ว่าข้าพเจ้าจะไม่เคยได้พบหรือเห็นซัยยิด กุฎบฺ แต่ข้าพเจ้าก็รู้จักท่าน(เช่นเดียวกับมุสลิมส่วนใหญ่ในสนามการทำงานอิสลาม) ผ่านหนังสือมากมายของท่าน ดังเช่นสองเล่มซึ่งได้กล่าวมาแล้ว ตัฟซีร อัล กุรอาน อันยิ่งใหญ่ของท่าน ฟี ซิลาลิล กุรอาน( ใต้ร่มเงาอัลกุรอาน )และหนังสือเล่มอื่นๆ อีกมากมาย

ซัยยิด กุฎบฺ ถือกำเนิดเมื่อ 8 ตุลาคม1906 ใน หมู่บ้านโมชา แคว้นโคฮา จังหวัดอาสยูต ในอียิปต์ ท่าน เข้าเรียนโรงเรียนประถมของโมชาเมื่อปี 1912 และจบในปี 1918 ท่าน ต้องหยุดเรียน 2 ปีเนื่องจากการปฏิวัติปี 1919 บิดา ของท่านคือ ฮัจญฺ กุฏบฺ อิบนุ อิบรอฮีม ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นผู้เคร่งครัดศาสนาในหมู่บ้าน และมารดาของท่านก็เป็นสตรีผู้ยึดมั่นอย่างมั่นคงในศาสนา จากครอบครัวที่มีชื่อเสียง เป็นผู้ซึ่งคอยห่วงใยตัวท่านและ น้องสาวทั้งสองของท่าน ฮามิดะฮฺและอามินะฮฺ และน้องชายของ ท่านมุฮัมมัด

หลังจากจบ ชั้นประถมในโมชาแล้ว ซัยยิด กุฎบฺ ได้ย้ายไปศึกษาต่อยังไคโร ซึ่งท่านได้อาศัยอยู่กับอาของท่าน อะฮฺมัด ฮุซเซน อุสมาน ในปี 1920 ขณะ ที่ท่านอายุได้ 14 ปี และที่สำคัญท่านจดจำอัล กุรอานได้ทั้งเล่มตั้งแต่ท่านอายุได้ประมาณ 10 ขวบ ใน หมู่บ้านของท่าน ท่านสูญเสียบิดาของท่านขณะที่ท่านอยู่ที่ไคโร ท่าน จึงได้โน้มน้าวให้มารดาของท่านย้ายมาอยู่กับท่านที่ไคโรซึ่งเป็นที่ที่นาง เสียชีวิตในปี 1940

หลังจากการเสียชีวิตของมารดา ซัยยิด กุฎบฺ ได้ถ่ายทอดความรู้สึกอ้างว้าง ของท่านในบทความหลายชิ้น( อุมมะฮฺ: มารดาของฉัน )ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือ “ Atatiaf Al arbaa ”(ประทีปทั้ง 4) ซึ่ง น้องสาว น้องชายและท่านร่วมกันเขียน

ที่ไคโร ท่านซัยยิด กุฎบฺ สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยม และสมัครเข้าเรียนต่อวิทยาลัยครู ในดารุลอูลูม ในปี 1929 ใน ปี 1939 ท่านสอบผ่านเป็นครูภาษาอาหรับและได้รับปริญญาตรี ศิลปศาสตร์ หลังจากนั้นจึงเข้าทำงานในกระทรวงการศึกษา ไม่นานนัก( ประมาณ 6 ปี ) ท่านก็ออกจากการเป็นครูในกระทรวงการศึกษาและทุ่มเทเวลาสำหรับงานเขียนอิสระ ปัจจัย หนึ่งซึ่งชักจูงให้ท่านลาออกจากงานสอนคือความเห็นที่ไม่ตรงกันกับกระทรวงการ ศึกษาและเพื่อนร่วมงานจำนวนมากเกี่ยวกับปรัชญาการศึกษาและทัศนคติของท่านที่ มีต่องานวรรณกรรม

ช่วงเวลาจากปี 1939 ถึงปี 1951 เป็นช่วงที่งานเขียนของซัยยิด กุฎบฺ เปลี่ยนแปลงไปสู่อุดมการณ์อิสลามอย่างชัดเจน ท่านได้เขียนบทความหลายชิ้นเกี่ยวกับเรื่องความงดงามของถ้อยคำจากอัลกุรอาน ดังเช่นหนังสือสองเล่มของท่านคือ “ ถ้อยคำอันวิจิตงดงามของอัลกุรอาน ” และ “ภาพที่ปรากฏในวันแห่งการตัดสิน ” ใน ปี 1948 หนังสือของท่านเรื่อง “ สังคมแห่งความยุติธรรมในอิสลาม” ได้ ถูกตีพิมพ์ ซึ่งท่านได้กล่าวไว้อย่างไม่อาจโต้แย้งได้ว่า ความยุติธรรมของสังคมที่แท้จริงนั้นจะเกิดขึ้นได้จริงในอิสลามเท่านั้น

ในเดือนพฤศจิกายน ปี 1948 ท่าน เดินทางไปศึกษาต่อในหลักสูตรเกี่ยวกับการศึกษาที่สหรัฐอเมริกา ท่านใช้เวลาสองปีครึ่งในวอชิงตัน ดี.ซี. และแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นที่ที่ท่านได้ประจักษ์ถึงทัศนคติเชิงวัตถุนิยมและการขาดแคลนจิตวิญญาณในงานวรรณกรรม

ท่านหยุดการศึกษาในสหรัฐอเมริกาลงอย่างกะทันหันและกลับสู่อียิปต์ในเดือนสิงหาคม ปี 1950 ซัยยิด กุฎบฺ เริ่มงานด้วยการเป็นอาจารย์ และผู้ตรวจการในกระทรวงการศึกษาอีกครั้ง ก่อนที่ท่านจะลาออกในเดือนตุลาคม ปี 1952 (อีกครั้งหนึ่งเนื่องจากปรัชญาที่ขัดแย้งกันกับรัฐมนตรีการศึกษาและเพื่อนร่วมงานจำนวนมาก )

ช่วงเวลาจากปี 1951 ถึSample Imageงปี 1965 เป็น ช่วงที่ ซัยยิด กุฎบฺ เข้าร่วมกับขบวนการอิควาน(ภราดรภาพมุสลิม) ความคิดของท่านชัดเจนมากในเรื่องความ เชื่อผิดๆที่มีอยู่มากมายเกี่ยวกับความไม่ยุติธรรมทางสังคม การ เมือง เศรษฐกิจที่มีอยู่โดยทั่วไป และความจำเป็นในการฟื้นฟู อิสลาม และ ท่านได้เป็นหัวหน้าบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ของอิควาน ในช่วงเวลานี้หนังสือของท่านหลายเล่มได้ถูกเขียนขึ้นตามแนวคิดอิสลามซึ่ง เป็นแนวทางที่สมบูรณ์แบบของชีวิต ท่านถูกจับกุมเมื่ออิควาน ถูกกล่าวหาว่ามีความผิดในความพยายามที่จะโค่นล้มรัฐบาลในปี 1954 และ ถูกพิพากษาจำคุก 15 ปีพร้อมกับต้องทำงานอย่างหนัก ท่านถูกจองจำอยู่ในคุกที่ Jarah ใกล้ๆ ไคโร เป็น เวลา 10 ปี ต่อมาด้วยปัญหาสุขภาพของท่าน ท่านได้รับอิสรภาพเนื่องจากคำขอร้องของประธานาธิบดีอิรัค อับดุล สลาม อรีฟ

ในปี 1965 ท่าน ได้ตีพิมพ์หนังสือที่มีชื่อเสียงของท่านคือ " Mallem Fittareek (หลักชัยอิสลาม) " ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านถูกจับกุมอีกครั้งหนึ่งด้วยข้อหาว่าลอบวางแผนการร้ายเพื่อต่อต้านประธานาธิบดีอียิปต์ อับดุล นัสเซอร์ ท่านถูกพิจารณาคดีในศาลและต้องคำพิพากษาให้ประหารชีวิต ก็ด้วยงานเขียนของท่านในหนังสือเล่มนี้เอง ประเทศมุสลิมทั้งหลายต่างวิพากวิจารณ์คัดค้านประท้วงและอุทธรณ์ต่อประธานาธิบดี อับดุล นัสเซอร์ เพื่ออภัยโทษแก่ท่าน แม้จะมีการ ประท้วงและข้อคัดค้านในประเทศมุสลิมมากมายเพียงใดก็ตามซัยยิด กุฎบฺ ก็ถูกประหารโดยการแขวนคอในวันที่ 29 สิงหาคม ปี 1966

แม้ว่าท่านจะจากไปแล้วแต่ท่านได้ทิ้งหนังสือไว้ทั้งหมด 24 เล่ม ซึ่ง ประกอบด้วย นวนิยาย , คำวิจารณ์วรรณกรรม ,หนังสือเกี่ยวกับการศึกษาทั้งของเด็กๆ และผู้ใหญ่และหนังสือศาสนาซึ่งรวมทั้งอรรถาธิบายอัล กุรอาน 30 ยุซ

ซัยยิด กุฏุบฺ จะ คงอยู่ในความทรงจำตลอดไปด้วยมรดกแห่งความศรัทธาอันมั่นคงของท่านที่มีต่อ เอกภาพและความเกรียงไกรของอัลลอฮฺ ความแตกต่างที่แจ่มชัดระหว่างศรัทธาบริสุทธิ์กับการตั้งภาคีต่อพระองค์ทั้ง ที่เปิดเผยและที่ซ่อนเร้น และความหวังสำหรับการให้อภัยความผิดของมนุษยชาติ

ซัยยิด กุฏุบฺ ยังยิ้มแย้มเมื่อถูกประหารเป็นรอยยิ้มแห่งความเชื่อมั่นของชีวิตที่งดงามในสวรรค์ ชีวิตนิรันดร์ซึ่งสมควรอย่างยิ่งแล้วที่ท่านจะได้รับ
............................

วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ประวัติศาสตร์ปัตตานี-ฮอลันดา-สยามที่รัฐบาลในอดีตทำพลาดไป จะส่งผลร้ายแรงนำไปฟ้องต่อเวทีโลกเพื่อนำไปสู่การไม่ยอมรับ


ประวัติศาสตร์ปัตตานี-ฮอลันดา-สยามที่รัฐบาลในอดีตทำพลาดไป จะส่งผลร้ายแรงนำไปฟ้องต่อเวทีโลกเพื่อนำไปสู่การไม่ยอมรับ
ศ.ครองชัย หัตถา หัวหน้าภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี ช่วยเสนอแนะประเด็นประวัติศาสตร์ที่อาจนำไปสู่สันติภาพในพื้นที่

ผมมอง 4 อย่างด้วยกัน คือ 1.ประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นพื้นที่เคยต้องห้าม ถูกรัฐเพ่งเล็ง หรือเก็บออกไปจากแผน เช่น งานเขียนสมัยของ อาจารย์อับดุลเลาะห์ ลอแม เป็นหนังสือที่ถูกราชการห้ามจำหน่าย ทำให้เราไม่มีองค์ความรู้ที่จะเข้าใจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะฉะนั้นมาถึงวันนี้ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นทั่วประเทศ ทุกภูมิภาคต้องช่วยกันสร้างองค์ความรู้ขึ้นมา

2.เร่งจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นเพื่อให้ครูอาจารย์ได้มีหนังสือสอน มีคู่มือนำไปใช้ เพราะขณะนี้หลักสูตรท้องถิ่นที่ว่าด้วยประวัติศาสตร์ชายแดนภาคใต้ที่ทุกฝ่ายยอมรับยังไม่มี ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการสั่งชัดเจนว่าต้องสอน คำถามก็คือแล้วครูสอนจะอะไร สอนอย่างไร เป้าหมายการสอนคืออะไร เมื่อแต่ละคนสอนตามที่ตัวเองถนัด หรือคนที่รู้สึกอึดอัด เก็บกดอยู่ เขาก็สอนประเด็นที่เป็นความขัดแย้งกับรัฐ คนที่เป็นครูกลางๆ ที่มาจากตอนบนก็จะสอนเรื่องประวัติศาสตร์ไทย เมื่อเด็กและครูมาคุยกัน จะต่อประเด็นประวัติศาสตร์ไม่ค่อยได้ เพราะพื้นฐานที่มามันต่างกัน

3.รัฐจะต้องบูรณะพัฒนาแหล่งโบราณคดีต่างๆ ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เท่าเทียมกับการดูแลบูรณะเมืองโบราณอื่นๆ ของประเทศไทย เช่น อยุธยา สุโขทัย บ้านเชียง เพราะแหล่งโบราณคดีที่เก่าแก่ร่วมสมัยกับบ้านเชียงก็จะมีแถวท่าสาป (อำเภอเมือง จ.ยะลา ) ส่วนเมืองโบราณยะรังอายุก็พอๆ กับสมัยศรีวิชัย ในขณะที่ภาคอื่นๆ มีโครงการศึกษากันเยอะ แต่ปัตตานีและยะลาไม่ค่อยมีโครงการ ฉะนั้นในเชิงของการบูรณะ พัฒนา ขุดค้นหาความรู้และความจริงเกี่ยวกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในมิติของประวัติศาสตร์และโบราณคดีต้องทำให้มากยิ่งขึ้น

4.ต้องมีการนำสนอข้อมูลประวัติศาสตร์และจัดแสดงเผยแพร่ ควรจะมีพิพิธภัณฑ์เมือง หรือศูนย์การเรียนรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ ขณะนี้คำถามก็คือว่าเมื่อเราต้องการจะไปแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เราไปที่ไหน คำตอบก็คือยังไม่มี ต้องดูเป็นชิ้นๆ ไป แล้วก็ต่อกันไม่ได้

ความจริงประวัติศาสตร์ปัตตานีมีตัวตนของเขาอยู่ เพียงแต่ว่าฝ่ายรัฐจะต้องเปิดใจยอมรับประวัติศาสตร์ที่จะเขียนขึ้นจากท้องถิ่นที่มีความเจริญมาก่อน ซึ่งแนวทาง 4 ข้อทั้งหมดถ้าทำได้จะเพิ่มความเข้าใจ ลดความขัดแย้งได้ แต่ที่เป็นอยู่มันไม่ได้เข้าใจมากขึ้น เพราะข้อเสนอ 4 ข้อที่ผมว่ามันไม่เกิดสักข้อ ทุกอย่างยังอยู่แบบอึมครึม

โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา

วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Pembongkaran yang disembunyikan oleh Yahudi mengenai ADOLF HITLER selama ini‏


Penghormatanku kepada lelaki agung, Adolf Hitler, semoga ada sepertinya di zaman ini...



Aku berbual dengan seorang ahli keluarga yang sedang menamatkan tesis PhD beliau dan aku amat terperanjat apabila beliau nyatakan tesis beliau berkaitan Adolf Hitler, pemimpin Nazi. Maka aku katakan "Takkan dah habis semua tokoh Islam di dunia ini sampai kamu memilih si bodoh ini dijadikan tajuk?"

Beliau ketawa lalu bertanya apa yang aku ketahui tentang Hitler.

Aku lalu menjawab bahawa Hitler seorang pembunuh yang membunuh secara berleluasa dan meletakkan German mengatasi segala-galanya. ..lalu dia bertanya dari mana sumber aku. Aku menjawab sumberku dari TV pastinya.

Lalu dia berkata : " Baiklah, pihak British telah melakukan lebih dahsyat dari itu...pihak Jepun semasa zaman Emperor mereka juga sama...tapi kenapa dunia hanya menghukum Hitler dan meletakkan kesalahan malahan memburukkan nama Nazi seolah-olah Nazi masih wujud hari ini sedangkan mereka melupakan kesalahan pihak British kepada Scotland, pihak Jepun kepada dunia dan pihak Afrika Selatan kepada kaum kulit hitam mereka?"

Aku lantas meminta jawapan dari beliau. Beliau menyambung : "Ada dua sebab -

1. Prinsip Hitler berkaitan Yahudi, Zionisme dan penubuhan negara Israel. Hitler telah melancarkan Holocaust untuk menghapuskan Yahudi kerana beranggapan Yahudi akan menjahanamkan dunia pada suatu hari nanti.

2. Prinsip Hitler berkaitan Islam. Hitler telah belajar sejarah kerajaan terdahulu dan umat yang lampau, dan beliau telah menyatakan bahawa ada tiga tamadun yang terkuat, iaitu Parsi, Rome dan Arab. Ketiga-tiga tamadun ini telah menguasai dunia satu ketika dulu dan Parsi serta Rome telah mengembangkan tamadun mereka hingga hari ini, manakala Arab pula lebih kepada persengketaan sesama mereka sahaja. Beliau melihat ini sebagai satu masalah kerana Arab akan merosakkan Tamadun Islam yang beliau telah lihat begitu hebat satu ketika dulu.

Atas rasa kagum beliau pada Tamadun Islam, beliau telah mencetak risalah berkaitan Islam dan diedarkan kepada tentera Nazi semasa perang, walaupun kepada tentera yang bukan Islam.



Beliau juga telah meberi peluang kepada tentera German yang beragama Islam untuk menunaikan solat ketika masuk waktu di mana jua...bahkan tentera German pernah bersolat di dataran Berlin dan Hitler ketika itu mennggu sehingga mereka tamat solat jemaah untuk menyampaikan ucapan beliau...





Hitler juga sering bertemu dengan para Ulamak dan meminta pendapat mereka serta belajar dari mereka tentang agama dan kisah para sahabat dalam mentadbir...

Hitler bersama Syeikh Amin Al-Husainiy


Beliau juga meminta para Sheikh untuk mendampingi tentera beliau bagi mendoakan mereka yang bukan Islam dan memberi semangat kepada yang beragama Islam untuk membunuh Yahudi...





Seorang tentera Nazi melekatkan gambar Mufti Al-Quds


Semua maklumat ini ialah hasil kajian sejarah yang dilakukan oleh saudara aku untuk tesis PhD beliau dan beliau meminta aku tidak menokok tambah apa-apa supaya tidak menyusahkan beliau untuk membentangkannya nanti. Beliau tidak mahu aku campurkan bahan dari internet kerana aku bukan pakar bidang sejarah. Tetapi gambar-gambar yang ada di sini sudah lama tersebar dan semua orang boleh melihatnya di internet.

Aku juga sedaya upaya mencari maklumat tambahan di internet dan berjumpa beberapa perkara :

1: Pengaruh Al-Quran di dalam ucapan Hitler.
Ketika tentera Nazi tiba di Moscow, Hitler berhajat menyampaikan ucapan. Dia memerintahkan penasihat-penasihat nya untuk mencari kata-kata pembukaan yang hebat tak kira dari kitab agama, kata-kata ahli falsafah ataupun dari bait syair. Seorang sasterawan Iraq yang bermastautin di German mencadangkan ayat Al-Quran :

(اقتربت الساعة وانشق القمر) bermaksud : Telah hampir Hari Kiamat dan bulan akan terbelah...

Hitler berasa kagum dengan ayat ini dan menggunakannya sebagai kalam pembukaan dan isi kandungan ucapan beliau. Memang para ahli tafsir menghuraikan bahawa ayat tersebut bermaksud kehebatan, kekuatan dan memberi maksud yang mendalam.

Perkara ini dinyatakan oleh Hitler di dalam buku beliau Mein Kampf yang ditulis di dalam penjara bahawa banyak aspek tindakan beliau berdasarkan ayat Al-Quran, khususnya yang berkaitan tindakan beliau ke atas Yahudi...


2. Hitler bersumpah dengan nama Allah yang Maha Besar

Hitler telah memasukkan sumpah dengan nama Allah yang Maha Besar di dalam ikrar ketua tenteranya yang akan tamat belajar di akademi tentera German.

" Aku bersumpah dengan nama Allah (Tuhan) yang Maha Besar dan ini ialah sumpah suci ku,bahawa aku akan mentaati semua perintah ketua tentera German dan pemimpinnya Adolf Hitler, pemimpin bersenjata tertinggi, bahawa aku akan sentiasa bersedia untuk berkorban dengan nyawaku pada bila-bila waktu demi pemimpin ku"


3. Hitler telah enggan meminum beer (arak) pada ketika beliau gementar semasa keadaan German yang agak goyah dan bermasalah. Ketika itu para doktor mencadangkan beliau minum beer sebagai ubat dan beliau enggan, sambil mangatakan " Bagaimana anda ingin suruh seseorang itu minum arak untuk tujuan perubatan sedangkan beliau tidak pernah seumur hidupnya menyentuh arak?"

Ya, Hitler tidak pernah menjamah arak sepanjang hayat beliau...minuman kebiasaan beliau ialah teh menggunakan uncang khas...


Bukanlah tujuan penulisan ini untuk membela apa yang dilakukan oleh Hitler, tetapi ianya bertujuan untuk menyingkap apa yang disembunyikan oleh pihak Barat. Semoga kita semua beroleh manfaat.

วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

บึ้มถังแก๊สที่ยะหา ทหารพลีชีพอีก 3


กลุ่มก่อความไม่สงบเปิดปฏิบัติการรุนแรงต่อเนื่อง กดระเบิดถังแก๊สที่ อ.ยะหา จ.ยะลา ตูมสนั่นทหารพลีชีพอีก 3 นาย ทั้งๆ ที่เพิ่งก่อเหตุ “บึ้ม-ยิงซ้ำ” ที่ อ.รือเสาะ เพียง 1 วัน ส่งผลให้ทั้งทหารพรานและฝ่ายปกครองสังเวย 5 ศพ รวม 2 วันสูญเสีย 8 ชีวิต พตท.บุกค้นบ้านต้องสงสัย ยึดระเบิดและเครื่องกระสุนเพียบ ก่อนรวบสองพี่น้องสอบเข้ม

สถานการณในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงตึงเครียดอย่างหนัก และเกิดเหตุรุนแรงที่สร้างความสูญเสียขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเมื่อเวลา 13.40 น. วันศุกร์ที่ 2 ก.ค.2553 พ.ต.อ.สวัสดิ์ เตียวิรัตน์ ผู้กำกับการ สภ.ยะหา จ.ยะลา รับแจ้งเหตุระเบิดรถยนต์ของทหาร ทำให้กำลังพลเสียชีวิต 3 นาย บนถนนทางเข้าวัดปูแหล บ้านบาโย หมู่ 8 ต.บาโระ อ.ยะหา จึงรีบนำกำลังรุดไปตรวจสอบ

ทั้งนี้ ที่เกิดเหตุอยู่ถนนในหมู่บ้าน ห่างจากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4077 (ยะหา-บันนังสตา) เข้าไปในหมู่บ้านราว 1,500 เมตร เลยสามแยกทางเข้าวัดสวนแก้ว 100 เมตร พบซากรถกรบะยี่ห้อมิตซูบิชิ 4 ประตู รุ่นไซโคลน สีบรอนซ์ทอง หมายเลขทะเบียน ม-0514 ปัตตานี ในสภาพพังยับเยินเหมือนเศษเหล็ก ห่างกันเล็กน้อยพบศพทหารร่างกายแหลกเหลวรวม 3 นาย คือ ส.อ.วีระวุฒิ หวังกลิ่น อายุ 25 ปี ส.ท.วีระชาติ บุญเกื้อ อายุ 25 ปี และ พลทหารกามารูดิง ตูวี อายุ 22 ปี ทั้งหมดสังกัดกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 15 อ.คลองท่อม จ.กระบี่ นอกจากนั้นบนถนนยังพบหลุมระเบิดขนาดใหญ่และสายไฟฟ้าลากยาวเข้าไปในสวนยางพาราร่วม 100 เมตร รวมถึงเศษถังแก๊สสีฟ้า ซากแบตเตอรี่ และสะเก็ดระเบิดกระจายเกลื่อน จึงเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน

สอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุทหารทั้ง 3 นายได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ไปช่วยต่อท่อประปาเข้าหมู่บ้าน แต่ระหว่างทางถูกคนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้แบตเตอรี่จุดชนวนระเบิดแสวงเครื่องที่ฝังไว้กลางถนน จนเกิดระเบิดอย่างรุนแรงขึ้น 1 ครั้ง เสียงดังสนั่นหวั่นไหวไกลไปถึงตลาดยะหา แรงระเบิดทำให้รถกระบะพังยับ และทหารกระเด็นจากตัวรถ เสียชีวิตทั้งหมด เบื้องต้นสันนิษฐานว่าเป็นการกระทำของกลุ่มก่อความไม่สงบ



ตรวจจุดเกิดเหตุบึ้ม-ยิงซ้ำทหารพรานพบปลอกกระสุนเกลื่อน

เหตุระเบิดสังหารทหาร 3 นายที่ อ.ยะหา จ.ยะลา เกิดขึ้นภายหลังเหตุระเบิดดักสังหารทหารพรานชุดพัฒนาสันติ 30-15 กรมทหารพรานที่ 46 และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน กับชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) รวม 5 ศพ ที่บ้านบอมิ หมู่ 5 ต.รือเสาะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เพียง 1 วัน

ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 ก.ค. พ.ต.อ.บรรลือ ชูเวทย์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส (รองผบก.ภ.จว.นราธิวาส) พร้อมเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน ได้นำกำลังรุดไปตรวจจุดเกิดเหตุบนถนนในหมู่บ้านบอมิอีกรอบหนึ่ง เพื่อเก็บหลักฐานอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยเจ้าหน้าที่พบปลอกกระสุนปืน เอชเค และปลอกกระสุนปืนพกสั้นขนาด 9 ม.ม.ของคนร้ายที่ใช้ยิงถล่มรถกระบะของเจ้าหน้าที่หลังจากที่ได้จุดชนวนระเบิดแล้ว จำนวนกว่า 40 ปลอก พร้อมซากชิ้นส่วนถังดับเพลิงที่คนร้ายใช้ประกอบเป็นระเบิดแสวงเครื่อง รวมทั้งสายไฟสีเขียวจำนวนหนึ่งที่คนร้ายต่อพวงไปจุดชนวนระเบิดบริเวณหลังโคนต้นไม้ใหญ่ริมทาง ห่างจากจุดระเบิดประมาณ 80 เมตร จึงเก็บรวบรวมทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน



สงสัยฝีมือกลุ่ม “มานะ สาแม” –ตามรวบ 2 ผู้ต้องสงสัย

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นการกระทำของกองกำลังติดอาวุธอาร์เคเค กลุ่มนายมานะ สาแม ที่รับผิดชอบเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่บ้านบอมิ จึงได้จัดกำลังออกติดตามไล่ล่ากดดัน เพราะเชื่อว่ายังแฝงตัวอยู่ในพื้นที่

ต่อมา พ.อ.จัตุพร กลัมพสุต หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายข่าว กองบัญชาการผสมพลเรือนตำรวจทหาร (พตท.) ได้ร่วมสนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทหาร จำนวน 50 นาย อาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึกบุกจู่โจมตรวจค้นบ้านต้องสงสัยเลขที่ 60 บ้านพงจือติ หมู่ 9 ต.ลาโล๊ะ อ.รือเสาะ ซึ่งคาดว่าเป็นแหล่งกบดานของกลุ่มคนร้าย ผลการตรวจค้นสามารถตรวจยึดของกลางได้หลายรายการ อาทิ ระเบิด 50 ลูก ประทัดยักษ์ 100 อัน ซองกระสุนปืนอาก้า 1 ซอง หมวกไหมพรม กล้องติดอาวุธปืน โทรศัพท์มือถือ และชุดลายพรางทหาร ทั้งยังควบคุมตัวสองพี่น้องต้องสงสัยไปสอบสวนที่ สภ.รือเสาะ ด้วย แต่เบื้องต้นทั้งคู่ยังให้การปฏิเสธ

ส่วนศพผู้เสียชีวิตทั้ง 5 รายนั้น พ.อ.ไพศาล หนูสังข์ ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 46 ได้เคลื่อนย้ายศพ อาสาสมัครทหารพราน (อส.ทพ.) การิม แก้วสลัม อายุ 22 ปี ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ของหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส กลับไปยังภูมิลำเนา จ.สตูล เพื่อประกอบพิธีฝังตามหลักศาสนา ขณะที่ศพของ จ.ส.อ.เกียรติชัย แย้มทัพ และ อส.ทพ.ภาสกร ซุ่มประการ นั้น ได้ประกอบพิธีรดน้ำศพที่วัดบางนรา อ.เมือง จ.นราธิวาส โดยมี พล.ท.กสิกร คีรีศรี ผบ.พตท.เป็นประธาน สำหรบศพนายอับดุลรอแม แวกาจิ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านสโลว์ หมุ่ 7 ต.รือเสาะ และนายรุสมัน มะมิง ชรบ. ญาติได้รับไปประกอบพิธีทางศาสนาแล้ว

บึ้ม 2 จุด 8 ศพที่ชายแดนใต้...“นักรบรุ่นใหม่-คดีคาใจ” โหมไฟคุโชน


เหตุระเบิดอย่างรุนแรง 2 ครั้งเมื่อวันพฤหัสบดีและศุกร์ที่ 1 กับ 2 ก.ค. ที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส และ อ.ยะหา จ.ยะลา ทำให้มีทหารหลัก ทหารพราน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เสียชีวิตรวม 8 ศพนั้น ทำให้สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้กลับมา “ช็อค” สังคมไทยอีกครั้ง

พร้อมๆ กับคำถามที่เซ็งแซ่ว่า...เกิดอะไรขึ้น (อีกแล้ว) ที่ดินแดนปลายสุดด้ามขวาน?

จะว่าไป เหตุรุนแรงที่สร้างความสูญเสียขนาดใหญ่กับกำลังพลลักษณะนี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนักในระยะหลัง โดยเฉพาะการกดระเบิดอย่างแม่นยำ และยุทธวิธี “บึ้ม” แล้ว “กราดยิงซ้ำ”

ยุทธวิธีดังกล่าวเคยสร้างความเสียหายให้กับฝ่ายความมั่นคงอย่างมากมายในช่วงปี 2550 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2551 โดยเฉพาะห้วงเวลากลางปีคล้ายๆ กับในปีนี้ กล่าวคือ

1. เหตุการณ์ดักโจมตีทหารรบพิเศษชุดปฏิบัติการทางจิตวิทยา (ปจว.) เมื่อเย็นวันที่ 9 พ.ค.2550 ที่ ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เป็นเหตุให้ทหารเสียชีวิต 7 นาย

2. เหตุการณ์ลอบวางระเบิดและยิงซ้ำทหารพรานชุดเฉพาะกิจที่ 4105 เสียชีวิต 11 นาย ที่หมู่ 5 ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เมื่อค่ำวันที่ 31 พ.ค.2550

3. เหตุการณ์ซุ่มโจมตีทหารชุดคุ้มครองครู สังกัด ร้อย ร.2514 ค่ายวิภาวดีรังสิต เสียชีวิต 7 นาย ที่บ้านบือซู หมู่ 6 ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 15 มิ.ย.2550

รวม 3 เหตุการณ์สูญเสียกำลังพลไปถึง 25 นาย!

ถัดจากนั้น คือเมื่อวันที่ 14 ม.ค.2551 เกิดเหตุการณ์ซุ่มโจมตีทหารชุดรักษาความปลอดภัยครู (รปภ.ครู) สังกัด ร้อย ร.2933 ในท้องที่หมู่ 4 ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส เป็นเหตุให้ทหารเสียชีวิตไปอีก 8 นาย

สาเหตุที่ทำให้การโจมตีของฝ่ายก่อความไม่สงบลดความรุนแรงลงในระยะหลัง เชื่อกันว่ามาจากมาตรการ “ปิดล้อม-ตรวจค้น-จับกุม” อย่างเข้มข้น ที่เรียกขานกันว่า “ยุทธการพิทักษ์แดนใต้” ในครึ่งหลังของปี 2550 ส่งผลให้สมาชิกขบวนการทั้งในระดับแกนนำและแนวร่วมถูกจับกุมเป็นจำนวนมาก

การหวนกลับมาเกิดเหตุรุนแรงที่สร้างความสูญเสียขนาดใหญ่อีกครั้งในปีนี้ จึงมีคำถามว่า เป็นฝีมือของ “นักรบรุ่นใหม่” ที่เพิ่งผ่านการฝึกและเริ่มเข้าปฏิบัติการใน “พื้นที่สีแดง” ที่มีมวลชนของฝ่ายก่อความไม่สงบอย่างหนาแน่นหรือไม่?



จับตา “นักรบรุ่นใหม่”

ปัญญศักดิ์ โสภณวสุ นักวิจัยในโครงการความมั่นคงศึกษา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) วิเคราะห์ประเด็นนี้ โดยแบ่งเป็น 2 สมมติฐาน ได้แก่

1.ห้วงเวลาที่เกิดเหตุ ปัญญศักดิ์ มองว่า ช่วงกลางปีของทุกๆ ปีที่ผ่านมา คือตั้งแต่เดือน พ.ค.ถึง ก.ค. สถิติการก่อเหตุรุนแรงจะพุ่งสูงขึ้นเป็นประจำ แต่ยังอธิบายสาเหตุไม่ได้แน่ชัดว่าเป็นเพราะอะไร

2.ปฏิบัติการของนักรบรุ่นใหม่ ปัญญศักดิ์ บอกว่า ยุทธวิธีในการโจมตีเป้าหมายที่คนร้ายสามารถกระทำได้อย่างรุนแรงและแม่นยำ อาจเป็นฝีมือของ “เซลล์ใหม่” ที่ได้รับการฝึกทางยุทธวิธี รวมทั้งสรุปบทเรียนจากข้อผิดพลาดที่ผ่านมาของกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ จนสามารถก่อเหตุได้อย่างสมบูรณ์มากกว่าช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

“แต่ผมเชื่อว่า ‘เซลล์ใหม่’ ที่ผ่านการฝึกนั้น ยังคงมีจำนวนไม่มากนัก เนื่องจากเหตุการณ์ยังเกิดขึ้นไม่บ่อยครั้ง และอยู่ในพื้นที่ค่อนข้างจำกัด คือเป็นพื้นที่ที่มีมวลชนของฝ่ายก่อการเคลื่อนไหวอย่างหนาแน่นอยู่แล้ว คือ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส กับ อ.ยะหา จ.ยะลา” นักวิจัยในโครงการมั่นคงศึกษา สกว.ระบุ

อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวระดับสูงจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า) ให้ข้อมูลกับ “ทีมข่าวอิศรา” ในทำนองไม่เชื่อว่าเหตุการณ์รุนแรงที่สร้างความสูญเสียขนาดใหญ่ได้เช่นนี้ จะเป็นฝีมือของ “นักรบรุ่นใหม่” เพราะเป็นงานที่ยากและต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูง แต่ข้อสังเกตดังกล่าวนี้ ปัญญศักดิ์ มองต่างออกไป

“เป็นธรรมดาของกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้หรือกองกำลังติดอาวุธที่เคลื่อนไหวอยู่ในประเทศไหนก็ตาม เมื่อผ่านการต่อสู้มาอย่างยาวนาน จะต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือผลิตนักรบรุ่นใหม่ขึ้นมาทดแทนกองกำลังชุดเก่าที่ถูกจับกุมหรือเสียชีวิตจากการปะทะ รวมทั้งพวกที่หันหลังให้ขบวนการด้วย โดยบรรดานักรบรุ่นเก่าที่ยังเหลืออยู่ ก็จะขยับขึ้นเป็นครูฝึก เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ให้บรรดานักรบรุ่นใหม่ต่อไป”

“ที่สำคัญคือกองกำลังชุดเก่าจะศึกษาจุดบกพร่องในการปฏิบัติที่ผ่านมา เป็นบทเรียนในการปรับยุทธวิธีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วถ่ายทอดความรู้ทั้งหมดให้กับนักรบรุ่นใหม่ อย่าลืมว่าในขณะที่ฝ่ายรัฐมีการปรับยุทธวิธี ทางกลุ่มก่อความไม่สงบเองก็ต้องปรับกลยุทธ์เช่นกัน”

นักวิจัยจากโครงการความมั่นคงศึกษา สกว. ยังวิเคราะห์ว่า การผลิต “เซลล์ใหม่” เพื่อทดแทนนักรบรุ่นเก่าของฝ่ายขบวนการ ดูจะยังดำเนินการได้ไม่ยากและค่อนข้างปิดลับ เพราะน่าเชื่อว่าความเคลื่อนไหวของกองกำลังรุ่นใหม่เหล่านี้ยังปรากฏในฐานข้อมูลของฝ่ายความมั่นคงน้อยมาก จึงทำให้เกิดเหตุรุนแรงขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถป้องกันได้เช่นนี้

“สิ่งสำคัญคือกองกำลังรุ่นใหม่ยังไม่ค่อยมีคดีติดตัว หรือทิ้งร่องรอยไว้ในที่เกิดเหตุ ทำให้การดักทางหรือสืบหาข่าวเป็นไปได้ยาก ฉะนั้นฝ่ายความมั่นคงต้องเตรียมพร้อมมากขึ้นและไม่ประมาท เพื่อให้สามารถตั้งรับการโจมตีของกลุ่มก่อความไม่สงบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย” ปัญญศักดิ์ กล่าว



“คดีคาใจ”โหมไฟรุนแรง

ยังมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเลือก “ห้วงเวลาก่อเหตุ” ของกลุ่มก่อความไม่สงบ เพราะการ “ฉวยจังหวะ” ในช่วงนี้ ต้องถือว่า “ได้สองต่อ” คือนอกจากจะสามารถตรึงบรรยากาศแห่งความ “น่าสะพรึงกลัว” เอาไว้ในพื้นที่ได้แล้ว ยังเป็นข้ออ้างสร้างความชอบธรรมในการ “ดิสเครดิต” และ “ตอบโต้” เจ้าหน้าที่รัฐได้อีกด้วย

อย่าลืมว่าตั้งแต่ปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา มี “คดีคาใจ” เกิดขึ้นในพื้นที่หลายคดี และทำให้ภาพพจน์ขงอฝ่ายความมั่นคงเสียหายไปมากพอสมควร ได้แก่

1.การเสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาของ “สุไลมาน แนซา” ผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคงวัย 25 ปี ซึ่งพบเป็นศพในลักษณะมีผ้าผูกคอติดอยู่กับลูกกรงหน้าต่างภายในห้องพักของศูนย์เสริมสร้างความสมานฉันท์ ในค่ายอิงคยุทธบริหาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 30 พ.ค. พูดง่ายๆ คือมีผู้ต้องสงสัยตายในค่ายทหารระหว่างถูกควบคุมตัว แม้ฝ่ายทหารจะพยายามยืนยันว่าเป็นการ “ผูกคอตายเอง” แต่คนในพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่เชื่อ

2.เหตุระเบิดปริศนาหน้ามัสยิดกลางประจำจังหวัดยะลา มีผู้ได้รับบาดเจ็บนับสิบราย เมื่อค่ำวันที่ 8 มิ.ย. ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าเป็นระเบิดที่มาจากรถทหารขณะแล่นผ่านบริเวณนั้นพอดี แต่หลังเกิดเหตุฝ่ายหารพยายามบอกว่าไม่มีรถของกำลังพลแล่นผ่าน ทว่าในที่สุดก็มีภาพจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิดยืนยัน แต่ฝ่ายทหารก็ยังยืนกรานว่าเป็นระเบิดที่ถูกคนร้ายปาใส่รถ สร้างความฉงนสนเท่ห์ไปทั่ว

3.เหตุปาระเบิดที่หน้ามัสยิดนูรุลมุตตาลีน บ้านตะบิ้ง หมู่ 1 ต.ตะบิ้ง อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เมื่อค่ำวันที่ 19 มิ.ย. ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย เป็นเด็ก 2 คนและผู้หญิงวัยกลางคนอีก 1 คน เหตุการณ์ดังกล่าวมีการปล่อยข่าวในพื้นที่ว่าเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐ แม้ฝ่ายรัฐจะยืนยันว่าเป็นความพยายามป้ายสีของกลุ่มคนร้ายก็ตาม

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเลือกใช้วิธีประชาสัมพันธ์ในรูปแบบปกติของฝ่ายความมั่นคงในเหตุการณ์อ่อนไหวทั้ง 3 เหตุการณ์ ทำให้พ่ายแพ้ “ขบวนการข่าวลือ” ของกลุ่มผู้ก่อการในพื้นที่ การเลือกจังหวะก่อเหตุสร้างความเสียหายขนาดใหญ่ให้กับกำลังพลและคนของรัฐในห้วงนี้ จึงทำให้ฝ่ายผู้ก่อการได้ประโยชน์ไปเต็มๆ

เมื่อผนวกเข้ากับความเคลื่อนไหวของบรรดา “นักรบรุ่นใหม่” ที่เปิดปฏิบัติการป่วนแบบ “ปูพรม” หลายสิบจุดใน 6 อำเภอของ จ.ยะลา คือ รามัน ยะหา บันนังสตา กรงปินัง ธารโต และเบตง เมื่อเช้ามืดวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา จึงต้องบอกว่าสัญญาณความรุนแรงรอบใหม่กำลังเริ่มขึ้นแล้ว

คำถามจึงย้อนกลับมาที่ฝ่ายรัฐว่า เตรียมการรับมือเอาไว้หรือยัง?

ระเบิดรายวันถึงคิวบันนังสตา ทหารพรานดับ 1 สาหัส 3


ใต้ป่วนรายวัน คนร้ายเปิดปฏิบัติการ “บึ้ม” ต่อเนื่อง คราวนี้เกิดในพื้นที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ตูมสนั่นทหารพรานชุดลาดตระเวน ดับ 1 สาหัส 3 เผยตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. เกิดระเบิดที่สร้างความสูญเสียขนาดใหญ่แล้วถึง 3 ครั้ง สังเวย 9 ชีวิต

สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงวิกฤติ และเกิดเหตุรุนแรงที่สร้างความสูญเสียขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเมื่อเวลา 16.15 น.วันอาทิตย์ที่ 4 ก.ค.2553 พ.ต.ท.วิชัย แจ้งสกุล รองผู้กำกับการสืบสวนสอบสวน (รองผกก.สส.) สภ.บันนังสตา จ.ยะลา รับแจ้งเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ทหารพรานได้รับบาดเจ็บสาหัสจำนวน 4 นาย ที่บ้านตาเนาะปูเต๊ะ รอยต่อระหว่างหมู่ 8 กับ หมู่ 4 ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา หลังรับแจ้งจึงรีบนำกำลังรุดไปตรวจสอบ

ทั้งนี้ ที่เกิดเหตุอยู่ริมทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 410 (ยะลา-เบตง) ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 26-27 มีรอยเลือดตามพื้นถนน พบผู้บาดเจ็บ 4 ราย คือ อาสาสมัครทหารพราน (อส.ทพ.) สงคราม ดำรงรักษา อส.ทพ.สุรินัย เกศขาว อส.ทพ.สบาย มากเหลือ และ อส.ทพ.สมปอง เกิดสมบัติ ทั้งหมดสังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 4709 กรมทหารพรานที่ 47 ตั้งฐานอยู่ที่เขื่อนปัตตานี ต.เมาะมาวี อ.ยะรัง จ.ปัตตานี โดยทั้ง 4 คนอาการสาหัส จึงรีบนำส่งโรงพยาบาลบันนังสตา และส่งต่อไปยังโรงพยาบาลศูนย์ยะลา แต่ อส.ทพ.สงคราม ทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิตระหว่างทาง

ตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุพบว่าห่างจากไหล่ทางเข้าไปใต้ร่มไม้ใหญ่ประมาณ 10 เมตร มีหลุมระเบิดลึกประมาณ 50 เซนติเมตร 1 หลุม มีสะเก็ดระเบิดและเศษชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งแบตเตอรี่กระจายเกลื่อน จึงเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน

สอบสวนทราบว่า ทหารพรานชุดดังกล่าวมี ส.ท.นุซูรัน เจ๊ะสะแม เป็นหัวหน้าชุด นำกำลังจำนวน 8 นายออกจากฐานย่อยในหมู่บ้าน เพื่อเดินเท้าลาดตระเวนรักษาความปลอดภัยเส้นทางสายดังกล่าว ขณะมาถึงจุดเกิดเหตุได้แวะพักเหนื่อย ปรากฏว่าจู่ ๆ มีเสียงระเบิดดังกึกก้อง แรงระเบิดทำให้ อส.ทพ.ทั้ง 4 นายซึ่งยืนอยู่ใกล้จุดระเบิดที่สุดกระเด็นไปคนละทิศละทาง อส.สุริยัน ขาขวาขาด ส่วน อส.ทพ.สงคราม ถูกสะเก็ดระเบิดพรุนไปทั้งร่าง และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

เบื้องต้นตำรวจสันนิษฐานว่าคนร้ายเป็นกลุ่มอาร์เคเค (กลุ่มวัยรุ่นติดอาวุธที่ผ่านการฝึกรบแบบจรยุทธ์) ที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ และต้องการแก้แค้นให้กับอุสตาซ (ครูสอนศาสนา) รายหนึ่งที่ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อต้นเดือน มิ.ย.โดยลอบติดตามสังเกตพฤติการณ์ของทหารพรานชุดนี้มานานว่ามักจะออกลาดตระเวน และแวะพักเหนื่อยบริเวณนี้เป็นประจำ จึงได้นำระเบิดแสวงเครื่องบรรจุในถังแก๊สน้ำหนักประมาณ 15 กิโลกรัมมาฝังไว้ ก่อนจุดชนวนระเบิดจนเกิดความสูญเสียในที่สุด

อนึ่ง เมื่อวันที่ 1 และ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา เพิ่งเกิดเหตุระเบิดอย่างรุนแรง 2 ครั้งที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส และ อ.ยะหา จ.ยะลา ทำให้ทหารหลัก ทหารพราน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน เสียชีวิตมากถึง 8 ศพ เมื่อรวมเหตุระเบิดเมื่อวันที่ 4 ก.ค.ด้วย ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดอย่างเดียวพุ่งสูงถึง 9 ศพและบาดเจ็บสาหัสอีก 3 ราย นับตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค.เป็นต้นมา