วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

บันทึกจากลังกาวี ระดมปัญญาชนมุสลิมดับไฟใต้


บันทึกจากลังกาวี ระดมปัญญาชนมุสลิมดับไฟใต้

ช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จังหวัดปัตตานี ร่วมกับวิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เชิญปัญญาชนมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 70 คน ซึ่งประกอบด้วย ประธานคณะกรรมการอิสลามและกรรมการอิสลาม ดาโต๊ะยุติธรรม โต๊ะครูสถาบันศึกษาปอเนาะ ผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม โต๊ะอิหม่าม คณะอาจารย์จาก มอ.ปัตตานีและวิทยาลัยอิสลามยะลา ข้าราชการมุสลิม ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่โรงแรมซิตี้เบย์วิว เกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย ปัญหาและทางออกในการแก้ปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้น ซึ่งพวกเขาสะท้อนออกมาน่าสนใจยิ่ง

1.ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม

ปัญหาความไม่มั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ

ปัญหาซึ่งปัญญาชนมุสลิมที่เข้าร่วมประชุมสะท้อนออกมาได้แก่ ความไม่สมดุลของการใช้ทรัพยากร การขาดแหล่งเงินทุน แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชน ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขปัญหา ปัญหาว่างงาน ประชาชนขาดอาชีพ ไม่มีรายได้ ปัญหาที่ทำกินมีจำกัด ถูกนายทุนกว้านซื้อที่ดิน ขาดการพัฒนา

ข้อเสนอแนะ

ให้มีการจัดตั้งสภาเศรษฐกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศูนย์ข้อมูลสารสนเทศชายแดนใต้ สถาบันพัฒนานักธุรกิจมุสลิม กฎหมายเกี่ยวกับการบริจาคตามหลักศาสนา หรือพรบ.ซากาต รวมทั้งมีหน่วยงานหรือองค์กรกลั่นกรองสื่อ

ปัญหาด้านสังคม

ความไม่เป็นธรรมในสังคม ปัญหาความมีอคติ การยอมรับอัตลักษณ์มลายู ปัญหาความมั่นคง ปัญหาการจัดการข้อมูล ปัญหาที่ทำกิน ปัญหาความอ่อนแอของครอบครัว ชุมชน ปัญหาขาดการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาสังคม ปัญหาการบริโภคสื่อ ปัญหานโยบายไม่ถูกนำไปปฏิบัติ ปัญหาความหวาดระแวง

ข้อเสนอแนะ

สร้างสภาบันครอบครัวให้เข้มแข็ง โดยภาครัฐต้องไปให้ความรู้ รัฐต้องสนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน มีการตั้งมัจลีสฟัตวา(สภาวินิจฉัยเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม โดยปราชญ์ทางกฎหมายอิสลาม) รวมทั้งตั้งสภาซูรอ (สภาที่ปรึกษา )

2.ปัญหาด้านการศึกษา

ประเด็นสำคัญที่กล่าวถึงคือ ปัญหาคุณภาพสถานศึกษา ซึ่งการบริหารสถานศึกษาและการจัดการเรียนการสอนยังขาดคุณภาพ บางครั้งมีการเปลี่ยนปรับ คณะกรรมการบ่อย ครูผู้สอนขาดจิตสำนึกและจรรยาบรรณความเป็นครู หลักสูตรการเรียนการสอนไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชนมุสลิม

ข้อเสนอแนะ

รัฐ ควรตั้งหน่วยงานที่มี ระดับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง หรือผู้ช่วยรัฐมนตรี กำกับดูแลการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เฉพาะ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้มีหน่วยงานดูแลนักศึกษาไทยในต่างประเทศร่วมทั้งจัดสรรหาทุนการศึกษาแก่ นักเรียนจนจบการศึกษาจัดสัดส่วนของบุคลากรมุสลิมด้านการศึกษาในมีสัดส่วนที่ เหมาะสมและสอดคล้องกับจำนวนประชากรในพื้นที่

นอก จากนี้เสนอให้มีการจัดตั้งศูนย์บริหารกลางด้านการศึกษา จัดสรรตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาให้สอดคล้องกับอัตราส่วนของคนในพื้นที่ รวมทั้งจัดหลักสูตรให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมวิถีชุมชนในพื้นที่ คัดผู้บริหารทางการศึกษาและครูผู้สอนโดยเน้นคุณภาพ ในทุกด้าน ตลอดจนจรรยาบรรณวิชาชีพครู

ปัญหาความสัมพันธ์ สถานศึกษากับชุมชน

เป็นปัญหาซึ่งเกิดจากการที่ชุมชนขาดความไว้วางใจในสถานศึกษาของรัฐ ซึ่งเป็นผลจากการบริหารหลักสูตรไม่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน

ทางออก คือจะต้องสร้างความไว้วางใจระหว่างสถนศึกษากับชุมชนโดยให้ชุมชนเข้ามามีส่วน ร่วมในสถานศึกษามากขึ้น จัดสรรทุนการศึกษาจนจบการศึกษาแล้วกลับมาปฏิบัติงานในชุมชน รวมทั้งการคัดเลือกบุคลากรในท้องถิ่นที่มีคุณภาพ

ส่วนปัญหาภาคประชาชนขาดจิตสำนึกด้านการศึกษา จะต้องปลูกจิตสำนึกให้รักการศึกษา และให้ประชาชนมีส่วนรวมในด้านการศึกษามากขึ้น

3.ปัญหาการเมืองการปกครองและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้ารัฐ

เจ้าหน้าที่รัฐไม่เข้าใจพื้นที่

ข้อเสนอแนะจากวงประชุมคือ รัฐควรตรวจสอบ (Screen) บุคลากรที่จะส่งเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่

1.ให้เป็นบุคคลในพื้นที่เพราะอย่างน้อยที่สุดคนในพื้นที่ย่อมเข้าใจพื้นฐานของคนมลายู

2.ถ้าเป็นบุคคลจากภายนอกต้องผ่านการประเมิน การตรวจสอบจากคณะทำงานที่จะมีขึ้นในข้อ 4

3.รัฐไม่ควรสร้างความคิดผิดๆว่าพื้นที่ 3 จังหวัดเป็นประหนึ่งบันไดขั้นแรกที่บุคลากรของรัฐใช้ไต่เพื่อการก้าวสู่ ตำแหน่งที่สูงกว่า เมื่อได้ตำแหน่งที่ดีแล้วก็ย้ายออก การเข้ามารับราชการของข้าราชการเหล่านั้นมักขาดจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อ หน้าที่เพราะไม่ได้เข้ามาด้วยความจริงใจและตั้งใจที่จะดูแลความทุกข์สุขของ ประชาชน

4.รัฐต้องคัดเลือกตรวจสอบ (X-Ray) บุคลากรของรัฐในพื้นที่ให้มีความเหมาะสม และต้องเป็นบุคคลที่มีจริยธรรมและคุณธรรมเป็นที่ตั้ง

ปัญหาอื่นๆ ที่นำเสนอคือ การนำนโยบายเสริมสร้างสันติสุข 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และความมั่นคงไปสู่การปฏิบัติของเจ้าหน้ารัฐยังไม่เหมาะ สมและขาดเอกภาพ รัฐไม่ส่งเสริม/สนับสนุนให้ประชาชนแต่ละเชื้อชาติรักษาอัตลักษณ์ (ชาติพันธ์มลายู ภาษา ค่านิยมและวิถีชีวิตชุมชน-ศาสนา) รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐขาดเอกภาพคือต่างหน่วยงานต่างทำงานโดยไม่บูรณาการ

ข้อเสนอแนะ

ให้มี กฎหมายเฉพาะกำกับนโยบายให้สอดคล้องกับพื้นที่พิเศษ รัฐต้องให้โอกาสประชาชนในท้องถิ่นในการที่จะอนุรักษ์อัตตลักษณ์ท้องถิ่น ชาติพันธ์มลายู ภาษา ค่านิยม และวิถีชีวิตชุมชนโดยรัฐเป็นผู้สนับสนุน เจ้าหน้าทีควรทำงานโดยยึดหลักการประสานเป็นหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาได้อย่างมี ประสิทธิภาพและประสิทธิผล

สำหรับปัญหา เจ้าหน้าทีที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยส่วนใหญ่เป็นคนนอกพื้นที่ไม่สอดคล้องกับอัตราสัดส่วน ของคนในพื้น รัฐต้องดำเนินการให้คนในพื้นที่มีโอกาสเข้ามาปฏิบัติราชการในพื้นที่ให้มาก ที่สุดโดยจะต้องยืดหยุนในระเบียบกฏเกณฑ์ราชการบางอย่างหรือกำหนดระเบียบขึ้น มาเฉพาะสำหรับการบริหารงานบุคคล รวมทั้งกำหนดยุทธศาสตร์ด้านบุคลากรของรัฐให้มีความเหมาะสมตามอัตราส่วน เน้นบุคคลในพื้นที่

ปัญหาผู้กำหนดนโยบายในแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้งใน ปัญหา ความต้องการ และความจำเป็นของประชาชน จะต้องให้มีคณะกรรมการด้านการกำหนดนโยบายที่มาจากทุกภาคส่วนในอัตราที่เหมาะ สมทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน ร่วมถึงองค์กรศาสนา ภาคการเมือง ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจในพื้นที่ คณะบริหารดังกล่าว ต้องประกอบด้วยบุคคลหลากหลายในพื้นที่

ปัญหาเหตุร้ายรายวัน ไม่สามารถจับผู้กระทำผิด ซึ่งด้านลบที่สะท้อนให้เห็นคือ รัฐไม่สามารถคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งข้อมูล ข้อเท็จจริง รวมทั้งข่าวลือ ว่าการเสียชีวิตของประชาชนในพื้นที่ส่วนหนึ่งมาจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ (จากงานวิจัยของ ดร.ศรีสมภพ จิตต์รมศรี มอ.ปัตตานี) หรือจากกลุ่มก่อความไม่สงบ จากปัญหาส่วนตัวและยาเสพติด ประชาชนส่วนใหญ่ไม่รู้ข้อมูลที่แท้จริง ทำให้มีการบิดเบือนข้อมูล การเกิดข่าวลือต่างๆจนเกิดความหวาดกลัว หวาดผวา

ข้อเสนอแนะ

1.ให้มีการจัดระบบข้อมูลที่ถูกต้อง ตรวจสอบได้ ประชาสัมพันธ์เปิดเผยในส่วนที่จำเป็นให้ประชาชนทราบ

2.รัฐควรศึกษาโครงสร้างขบวนการก่อความไม่สงบ พร้อมหาแนวทางสลาย

3.คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดและผู้รู้ (อูลามาอฺ) ใน 3 จังหวัดภาคใต้ทำการชี้แจ้งหลักการศาสนาที่ถูกต้องโดยอาศัยเครื่อข่ายอิหม่าม ประจำมัสยิด กำนันผู้ใหญ่บ้าน และเผยแพร่ทางเอกสาร

4.หากเกรงว่าคำชี้แจ้งจะไม่มีน้ำหนักพอก็ให้ประสานความร่วมมือกับองค์กร ศาสนาหรือปราชญ์มุสลิมในโลกมุสลิมเพื่อมีส่วนร่วมในการสร้างความเข้าใจที่ ถูกต้องกับประชาชน

4.ปัญหาด้านศาสนา ภาษาและวัฒนธรรม

“ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่เรียกร้องความสันติสุขและการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสมานฉันท์บนพื้นฐานความถูกต้องและความเป็นธรรม” คำกล่าวที่หยิบยกขึ้นมาของบรรดาปัญญาชนกลุ่มนี้ แสดงให้เห็นถึงจุดมุ่งหมายของพวกเขา

สาเหตุด้านศาสนา

-รัฐไม่มีความจริงใจในการสนับสนุนให้มุสลิมปฏิบัติตามหลักการของศาสนาอิสลาม ยกตัวอย่างเช่นรัฐสร้างอาคารที่ทำการหรือที่ทำงานใหญ่โต แต่ไม่คำนึงถึงการสร้างห้องปฏิบัติการศาสนกิจ ไม่มีปรากฏอยู่ในแปลนอาคาร ตรงจุดนี้ก็แสดงให้เห็นว่ารัฐยังไม่เข้าใจความต้องการพื้นฐานด้านศาสนาอิส ลามอย่างแท้จริง เรื่องอาหารฮาลาลก็เช่นกันเวลามีการสัมมนาร่วมกับผู้หลักผู้ใหญ่หรือสัมมนา ร่วมกับชาวไทยที่นับถือศาสนาอื่น โดยเฉพาะนอกพื้นที่สามจังหวัดมักจะมีปัญหาด้านอาหารการกินโดยผู้จัดมักจะ บอกว่าอาหารสากลไม่มีหมูมุสลิมทานได้ จนทำให้พี่น้องมุสลิมต้องออกไปกินอาหารที่ร้านอาหารมุสลิมเป็นประจำ เรื่องเล็กๆ น้อยรัฐก็ทำไม่ได้

-รัฐมีนโยบายไม่ชัดเจนและไม่แน่นอนเกี่ยวกับศาสนาอิสลามจึงทำให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

ข้อเสนอแนะ

-รัฐต้องสนับสนุนให้มุสลิมได้ปฏิบัติตามหลักการของศาสนาอิสลามอย่างแท้จริง เช่นการแต่งกายตามหลักศาสนาบัญญัติ สร้างที่ละหมาดตามสถานที่ราชการ มีอาหารฮาลาลในทุกครั้งที่การสัมมนาร่วมกับมุสลิม

-ให้มีองค์กรศาสนาอิสลามที่เข้ามาแก้ไขปัญหาโดยมีกฎหมายรองรับ เช่นสภาซูรอ

-รัฐต้องเปิดโอกาสให้อูลามาอฺ (ผู้รู้) ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีส่วนร่วมในการตอบปัญหาศาสนาร่วมกับสำนักจุฬาราชมนตรี

-รัฐต้องทำคู่มือสำหรับข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดให้เข้าใจในพิธีกรรมต่างๆ ที่ไม่ขัดกับหลักศาสนาอิสลาม

-แนวทางแก้ปัญหาด้านศาสนาในเรื่องการชี้ขาดเรื่อง ญิฮาด เองตามชะฮีด การอาบน้ำศพหรือไม่ ในสถานการณ์ปัจจุบันซึ่งอยู่ในสถานการณ์ซึ่งไม่ปกติ จำเป็นต้องเป็นคณะกรรมการที่มีกฎหมายรองรับอย่างถูกต้อง คือสำนักจุฬาราชมนตรี

-การชี้ขาดปัญหาดังกล่าวเป็นหน้าที่ศาล แต่ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีศาลชารีอะฮ์

ปัญหาด้านภาษามลายู

ซึ่งส่วนใหญ่เห็นว่ารัฐยังไม่ส่งเสริมการใช้ภาษามลายูท้องถิ่นเท่าที่ควร เจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษามลายู

ข้อเสนอแนะ

ให้มีนโยบายที่ชัดเจนในการอนุรักษ์และสนับสนุนภาษามลายูท้องถิ่น เช่นให้มีองค์กรภาษามลายู (Dewan Bahasa Melayu) มาตรการที่ผ่านมารัฐได้กำหนดทิศทางที่ถูกต้องแล้ว แต่เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างจริงจังจริงใจและต่อเนื่อง รัฐต้องสนับสนุนให้มีองค์กรภาษามลายูให้ชัดเจนและเป็นรูปธรรม รวมทั้งส่งเสริมให้ข้าราชการสามารถลื่อสารด้วยภาษามลายู

ปัญหาด้านวัฒนธรรม

-รัฐยังไม่เข้าใจระหว่างวัฒนธรรมอิสลามกับประเพณีท้องถิ่น เช่นประเพณีหรือพิธีกรรมใดขัดกับหลักการอิสลาม ประเพณีหรือพิธีกรรมใดที่ขัดกับหลักการอิสลามมุสลิมไม่สามารถปฏิบัติได้ แต่เจ้าหน้าที่รัฐยังเชิญชวนกึ่งบังคับให้ชาวมุสลิมไปร่วม

-รัฐพยายามส่งเสริมประเพณีและวัฒนธรรมที่ขัดกับหลักศาสนาอิสลาม

ข้อเสนอแนะ

-รัฐต้องสนับสนุนวัฒนธรรมที่ดีของอิสลาม เช่นวัฒนธรรมการแต่งฮิญาบของสตรี วัฒนธรรมการเข้าสุนัตหมู่ (การขลิบอวัยวะเพศชาย) วัฒนธรรมการแต่งงาน เป็นต้น

-ประเพณีที่ขัดแย้งกับหลักการศาสนาอิสลามรัฐต้องไม่สนับสนุนหรือบีบบังคับ ให้ชาวมุสลิมไปร่วม เพราะเป็นการกระทำผิดต่อหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม เช่นประเพณีที่มีพิธีกรรมการตั้งภาคีกับอัลลอฮ ประเพณีลอยกระทง ประเพณีที่มีการกราบไหว้วัตถุ เป็นต้น

นี่คือบทสรุปโดยย่อของการประชุมเชิงปฎิบัติการปัญญาชนมุสลิมจากเกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย ทุกหัวข้อบทสรุปคือวิธีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง อันเป็นพื้นฐานปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น