วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ปฏิบัติการสังหารหมู่ชาวมลายูมุสลิม.....ลอบเผาบ้านชาวไทยพุทธ


คอลัมน์ - วิพากษ์ชายแดนใต้

โดย – นูรฮิกมะฮ บินตี วันอิสมาเอล

ปฏิบัติการสังหารหมู่ชาวมลายูมุสลิม.....ลอบเผาบ้านชาวไทยพุทธ
ล้างร้าย......สงครามเชื้อชาติ


เหตุการณ์สังหารหมู่ชาวมลายูมุสลิมบ้านกะทอง.... กราดยิงในมัสยิดไอร์ปาแย..... ลอบสังหารครอบครัวอิหม่ามคอลอกาปะ กะพ้อ และเหตุการณ์ลอบเผาบ้านชาวไทยพุทธธารโต..... เผาวัดพรมประสิทธิ์..... สังหารแล้วเผาชาวไทยพุทธบ้านฮูแตยือลอ ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าปฏิบัติการดังกล่าวมุ่งร้ายเฉพาะหมู่ประชาชนมุสลิมหรือไม่ก็หมู่ชาวไทยพุทธ

เป็นเหมือนมุ่งประสงค์ต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์และเจาะจงศาสนาโดยใช้วิธีอุจอาจเพื่อเขย่าขวัญให้คนทั้งสองกลุ่มศาสนาเกิดความหวาดกลัวจนนำไปสู่ความระแหวงต่อกัน ระแหวงจนชาวมุสลิมไม่กล้าผ่านในหมู่บ้านไทยพุทธ และไทยพุทธไม่กล้าไปมาหาสู่คนมุสลิม

ยิ่งเป็นการเพิ่มความระแหวงของชาวมุสลิมต่อเจ้าหน้าที่รัฐกรณีเหตุการณ์ไอร์ปาแยและการลอบสังหารครอบครัวอิหม่านคอลอกาปะ ดูเหมือนไม่สามารถจัดการกับคนร้ายได้ แต่การสังหารชาวไทยพุทธที่ฮูแตยือลอไม่ทันข้ามวันผู้ที่ถูกอ้างว่าเป็นแกนนำอาร์เคเคก็ถูกออกหมายจับ

เมื่อสถานการณ์เปราะบางเช่นนี้ รัฐยังไปจัดตั้งกลุ่มกองกำลังป้องกันหมู่บ้านเพื่อฝึกการใช้อาวุธพร้อมมอบอาวุธให้ครอบครองในหมู่บ้านชาวไทยพุทธเพื่อหวังที่จะให้กองกำลังประชาชนชาวไทยพุทธดูแลตนเอง

เช่นนี้ทำให้ชาวมลายูมุสลิมสับสนว่าแท้จริงแล้วพวกเขาสามารถพึ่งใครได้ในยามที่พวกเขาต้องการการดูแลความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน และต้องการร้องทุกข์ของตนเอง เพราะหลักการปกครองของผู้ปกครองรัฐชาติ คือ 1.ต้องให้ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 2.ต้องให้ความยุติธรรม และ 3. จะต้องให้ความหวังและโอกาส

ยิ่งการเยียวยาและการดูแลจากฝ่ายรัฐที่ดูเหมือนจะไม่สมดุล ดังกรณีเหตุการณ์ฮูแตยือลอ เป็นการบังเอิญผู้เสียชีวิตเป็นญาติของเจ้าหน้าที่ศาลในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จนเจ้าหน้าที่ระดับสูงส่วนกลางต้องให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน แต่ญาติของอิหม่ามคอลอกาปะ ชนิดที่ต้องเป็น ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน กันอีกนาน

ดังนั้นอย่าให้ความต่างต้องให้การปกป้องที่ต่างกัน อย่าให้ความไม่เหมือนต้องให้การเยียวยาและดูแลคนละมาตรฐาน การให้ความคุ้มครอง การให้ความเป็นธรรม และการให้ความหวังและโอกาส ต่อประชาชน สองกลุ่มศาสนานี้ให้เท่าเทียมกันจะขจัดเงื่อนไขทางความรู้สึก แต่ในทางที่กลับกันหากการแก้ปัญหาด้วยความไม่จริงใจหรือไม่ยอมรับความเป็นประชาชนชาติพันธุ์มลายูก็จะเป็นการสร้างเงื่อนของความขัดแย้งโดยภาครัฐเอง

เป็นเงื่อนไขความขัดแย้งที่พร้อมจะผลัดประชาชนผู้ถูกผลกระทบจากเงื่อนไขดังกล่าวและประชาชนที่ไม่เห็นด้วยต่อการปกครองโดย แยกชาติพันธุ์แล้วปกครอง เป็นแนวร่วมมุมกลับกับขบวนการที่มองไม่เห็นที่ครั้งหนึ่งหน่วยข่าวของรัฐรายงานว่ามีกองกำลังรบ RKK อยู่ 3,000 คน และ แนวร่วมสนับสนุน 300,000 คน หรือว่ามันยังจะเพิ่มอีก

แต่หากว่าอนาคตเป็นเรื่องอย่างว่าแล้ว ทำไม่ผู้ทรงมีอำนาจไม่ใช้ใจแก้ปัญหาเสียตั้งแต่แรก

แปลก!